โสม เป็นพืชสมุนไพรที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก โสมถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรทีเดียว และถูกนำมาใช้เป็นเวลานานกว่า 2000 ปี
โสมมีอยู่ด้วยกัน สามสายพันธ์ คือ โสมเอเชีย เช่น จีน เกาหลี (Panax ginseng, C.A. Meyer) โสมอเมริกัน และแคนาดา (Panax quinquefolium ) และโสมไซบีเรีย ( Eleutherococcus senticosus ) แต่อย่างหลังสุด ไม่ใช่โสมที่แท้จริงตามสายพันธ์ของโสม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีระบบการทำงานคล้ายโสม โสมเอเชีย มีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของจีน เกาหลีและประเทศสหรัฐอเมริกา ในตำรายาแผนโบราณของจีน ระบุว่า โสมเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่ระบบย่อยอาหาร และปอด ช่วยทำให้จิตใจสงบและเพิ่มพละกำลังโดยส่วนรวม
สำหรับสรรพคุณทางวิชาการ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจ รวมถึงความปลอดภัย มีดังนี้
1. ช่วยบำรุงหัวใจ โสมมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหัวใจโดยออกฤทธิคล้ายกับยาหัวใจ ( digoxin )
2. ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีงานวิจัยในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ ( Cardiac surgery ) มีการลองให้โสมและวัดทั้งการบีบตัว ดูผลของการขาดอ๊อกซิเจนด้วย
3. เสริมประสิทธิภาพทางเพศในชาย มีงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีปัญหาองคชาติไม่แข็งตัว ( Erectile dysfunction ) 45 รายโดยรับประทานโสมเกาหลี ปริมาณ 900 ม.ก. 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลาสองเดือน พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการประเมินอย่างละเอียดทุกด้าน โสมจึงช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
4. ลดและป้องกันมะเร็ง มีงานวิจัยของเกาหลีพบว่า การรับประทานโสมเกาหลี เป็นเวลานานสามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งตับลงได้ด้วยการทำงานในด้านการต้าน อัลฟาทอกซินบี และยูรีเทน
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยพอควรใน มะเร็งตับ แต่ก็ยังไม่สามารถลดมะเร็งตับจากการดื่มสุราหรือสาเหตุอื่นได้ ในการวิจัยย้อนหลัง ( Case control study ) ซึ่งเป็นการวิจัยที่เหมาะสมในการหาความเสี่ยงและสารป้องกันการเกิดมะเร็งใน คน พบว่า ในคนที่ทานโสม มีอุบัติการณ์หรือโอกาสเป็นมะเร็งลดลงอย่างมาก มะเร็งที่ลดลงเมื่อทานโสมได้แก่ มะเร็งริมฝีปาก ช่องปากและคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีนักวิทยาศาสตร์ชาวไต้หวันคือ ดร. Chang YS ก็ตีพิมพ์งานวิจัย แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่โสมจะเป็นหนึ่งในทีมยารักษามะเร็งได้แล้ว
5. โสมมีสรรพคุณช่วยในเรื่องโรคปอดเรื้อรัง ชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือโรคถุงลมโป่งพอง ( COPD ) โรคนี้พบได้บ่อยมาก เพราะเป็นผลงานของการสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน งานวิจัยของโสมแบบการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมชัดเจนได้ทำให้ผู้ป่วยโรคถุงลม โป่งพอง 92 คนแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ได้สารสกัด โสม วันละ 200 มก 49 คน และกลุ่มควบคุม ได้รับยาหลอก อีก 43 คน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มที่ได้รับโสม มีสมรรถภาพทางปอดดีขึ้นอย่างมากในทุกด้าน โดยที่ไม่มีผลข้างเคียง แต่กลุ่มที่ได้รับยาปลอมไม่มีผลดีขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าจะทานโสมในผู้ที่เป็นโรคนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ เพราะมีงานวิจัยนี้สนับสนุนแล้ว
6. โสมมีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน ผลข้างเคียงมีน้อยมาก ที่พบได้มีแค่ อาการปวดศีรษะ และทางเดินอาหาร และรบกวนการนอนหลับเท่านั้น ยาที่ไม่ควรทานร่วมกับโสมก็มีเพียง สามสี่ตัว คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแรงชื่อ warfarin ยากระตุ้นหัวใจชื่อ digoxin ยาแก้เศร้าชื่อ Phenelzine และสุรา อาจมีการรบกวนประจำเดือน อาการเจ็บหน้าอกขณะมีประจำเดือน และก็มีรายงานถึงคนที่แพ้ได้อย่างรุนแรงได้โดยมีอาการทางผิวหนัง แต่ทั้งหมดนี้เกิดได้น้อยมาก
อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำว่าหากต้องการให้ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรทานโสมกับยาแอสไพริน รวมถึงไม่ควรทานอย่างยิ่งในสตรีตั้งครรภ์และเด็ก ไม่ควรทานในคนที่ตับอักเสบคือมีเอนไซม์ของตับสูงแล้ว ( ไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นพาหะ ยังไม่มีเอนไซม์สูงจะทานได้ ) หรือตับอักเสบจนตัวเหลืองตาเหลืองหรือตับโต ดังนั้นถ้าเรามีโรคประจำตัวควรถามหมอของเราก่อนว่าจะทานได้ไหม และเนื่องจากโสมเป็นของร้อนบางคนทานแล้วก็หงุดหงิด ถ้าอยากจะทานให้อายุวัฒนะจริงๆก็ให้ทานร่วมกับใบบัวบก ซึ่งเป็นของเย็น จะดีที่สุด ซึ่งคนอายุยืนมาก ๆ ก็ทานโสมกับใบบัวบกเป็นประจำ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น