สิว



สิว

สิวไม่ได้คอยกวนใจเฉพาะในวัยรุ่นเท่านั้น หลายคนต้องเผชิญกับสิวมากกว่า 20 - 30 ปี คือเริ่มตั้งแต่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วัยกลางคน นั่นก็เพราะสาเหตุหลักของการเกิดสิว มักมาจากความไม่สมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย แต่ถ้าเราเข้าใจ และรู้จักการดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธี ปัญหาสิวจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสิวกันดีกว่า ว่าอะไรคือสาเหตุทำให้เกิดสิว ประเภทของสิว ตลอดจนวิธีการป้องกัน และการกำจัดสิว

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว?

ความคิดที่ว่าสิวเกิดจากสิ่งสกปรกนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะจริงๆ แล้ว สิวเกิดมาจากหลายสาเหตุ โดยอาจแบ่งสาเหตุของสิวเป็น 2 ปัจจัย ดังนี้
  1. ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง และคุณลักษณะของผิว ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก
  2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอกร่างกายของเราเอง เช่น ยา เครื่องสำอาง สภาพแวดล้อม สังคม แสงแดด อุณหภูมิ ความสะอาด และอาหาร ซึ่งปัจจัยภายนอกนี้ เราสามารถควบคุมได้
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิวก็คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งมีอยู่มากในเพศชาย ฮอร์โมนชนิดนี้จะเป็นตัวการทำให้ต่อมไขมันขยายใหญ่ ผลิตน้ำมันออกมามาก และเมื่อรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายในรูขุมขนก็จะเกิดการอุดตัน และเกิดสิว เมื่อสิวเจอกับเชื้อ Propionibacterium acnes (P.acnes) ก็จะเกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งการอักเสบนี้ เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทั่วไปฮอร์โมนของเราจะสูงสุดในช่วงวัยรุ่น ดังนั้นเราจะสังเกตเห็นว่า เด็ก และคนชรา ซึ่งเป็นวัยไร้ฮอร์โมน หรือมีฮอร์โมนน้อยไม่ค่อยมีสิว

สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

เราอาจแบ่งสิวได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
  1. สิวชนิดไม่อักเสบ หรือสิวอุดตัน ได้แก่ สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด (Closed Comedo) สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด (Opened Comedo) สิวเสี้ยน โดยสิวพวกนี้มักรักษาได้ด้วยการใช้สารช่วยผลัดเซลล์ผิว
  2. สิวชนิดอักเสบ มีหลายชนิด ตามลักษณะของสิว เช่น สิวหัวหนอง (Pustules) สิวนูนแดง (Papules) สิวหัวช้าง (Nodules) เป็นต้น สิวพวกนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอในการรักษา

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันและรักษาสิวได้?

สิวส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง โดยอาจทิ้งร่องรอยไว้ และรอยจากสิวก็สามารถหายเองได้เช่นกัน แต่อาจต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การใช้ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือต่างๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบ และทำให้สิวหายเร็วขึ้น โดยเราอาจแบ่งการรักษาสิวเป็น 2 ประเภท คือ
  1. การรักษาโดยใช้ยา ซึ่งก็จะมีทั้งยาทา และยารับประทาน
  2. การรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เครื่องสำอาง และอาหารเสริม
ส่วนประกอบในเครื่องสำอาง และอาหารเสริมเพื่อผู้ที่มีปัญหาสิว เช่น
  • วิตามินซี ซึ่งช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว กระชับรูขุมขน ลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยลดเลือนรอยดำจากสิว เนื่องจากวิตามินซีมีความไวต่อแสง และอุณหภูมิมาก ดังนั้น เราจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีที่มีความคงตัวสูง
  • ไตรโคลซาน (Triclosan) ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
  • สารสกัดจากเปลือกไม้อีแนนเชีย ช่วยลดความมันส่วนเกิน และกระชับรูขุมขน
  • บีเอชเอ ช่วยผลัดเซลล์ผิว ละลายหัวสิว ทำให้มีการเร่งการสร้างผิวใหม่ทดแทนผิวเก่า ทั้งยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอาจมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย

Tips สำหรับผู้ที่เป็นสิว

  1. ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและตอนเย็น ถ้ามีกิจกรรมพิเศษ เช่น ออกกำลังกาย อาจเพิ่มการล้างหน้าอีกครั้ง (ด้วยน้ำเปล่า)
  2. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือน้ำร้อนล้างหน้า ควรล้างด้วยน้ำธรรมดา แล้วอาจล้างน้ำสุดท้ายด้วยน้ำเย็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระชับรูขุมขน
  3. ใช้โฟม หรือเจลล้างหน้า และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้เป็นสิวโดยเฉพาะ
  4. ไม่ควรใช้ครีมบำรุงหลายตัวเกินไป เพราะอาจเพิ่มความมัน และก่อให้เกิดสิวได้
  5. สัมผัสผิวหน้าอย่างเบามือ ไม่ขัด ไม่ถู
  6. ไม่แกะ หรือบีบสิวโดยเด็ดขาด

รับมือสิวด้วย ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวของกิฟฟารีนมีให้เลือกหลากหลายกลุ่ม ตามคุณลักษณะ และสภาพผิว ให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

Idol Stay-C 50 Acne Care Foam  
Acne Foam หรือ Acne Gel (ผิวธรรมดา หรือ ผิวแห้ง) 
Pattrena Acne Foam 

โลชั่นปรับสภาพผิว

Idol Stay-C 50 Acne Care Toner
 
Balancing Toner 

ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาสิว

ชุดแอคทีฟยัง

  1. โลชั่นแต้มสิว เช็ดบริเวณที่เป็นสิว หรือทั่วใบหน้า
  2. ครีมแต้มสิว ทาบางๆ บริเวณหัวสิวอักเสบ
  3. ไวท์เทนนิ่งครีม ทาบริเวณรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว
  4. ครีมฟื้นฟูสภาพผิว สำหรับสิวเสี้ยน และแผลหลุมสิว ทาบางๆ ทั่วใบหน้า ก่อนนอน
  5. แป้งตลับทาสิว (ตอนเช้า)

ชุดไอดอล

  1. สปอท แอคเน่ แคร์ เจล แต้มบริเวณหัวสิวอักเสบ
  2. แอคเน่ แคร์ ไวท์เทนนิ่ง ครีม ทาบางๆ บริเวณที่สิวเริ่มหายอักเสบแล้ว

ชุดแพททรีน่า 

บีเอชเอ แอคเน่ ครีม สิวหัวดำ สิวเสี้ยน สิวอุดตัน และรอยแผลจากสิว

หากปฏิบัติตามคำแนะนำนี้แล้ว สิวยังไม่หาย หรือลดลงสักที คงต้องลองปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะสิวที่เป็นอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมน เป็นต้น
กิฟฟารีน อยากให้คุณสวยอย่างที่คุณอยากเป็น

สาหร่ายสไปรูลิน่า



สาหร่ายสไปรูลิน่านับเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีสารอาหารหลากหลายมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก เป็นแหล่งของโปรตีนสมบูรณ์แบบที่เพียบพร้อมไปด้วยกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด (กรดอะมิโนเอสเซนเซียล ,ไอโซลิวซีน , ลิวซีน, เมไธโอนีน , เฟนนิลอะลานีน , ทรีโอนีน , วาลีน) และอื่นๆ อีก 10 ชนิด โปรตีนสมบูรณ์เหล่านี้อยู่ในรูปที่ย่อยง่าย ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว สาหร่ายสไปรูไลน่ายังมีกรดไขมันที่จำเป็นและเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก และโฟลิค แอซิด (Folic Acid) ชั้นดี ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง สาหร่ายสไปรูไลน่ายังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราของร่างกายและลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน, วิตามิน อี, สังกะสีและซีลิเนียม ซึ่งยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดอีกด้วย สาหร่ายสไปรูไลน่าเป็นสารอาหารจากพืช เป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ทานเจและมังสวิรัติ เพราะมีโปรตีนสูงและมีวิตามินที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง (ซึ่งอาจจะพบได้ในผู้ที่รับประทานอาหารเจและมังสวิรัติ)
คุณค่าทางโภชนาการเมื่อเทียบกับอาหารอื่น
- มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อวัว 3-4 เท่า มากกว่าไข่ 4 ถึง 5 เท่า
- มีกรดอะมิโนทั้ง 8 ชนิด ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ครบถ้วน
- มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามิน เอ ที่มีมากกว่าแครอทถึง 20-25 เท่า
- มีวิตามินและเกลือแร่อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เมื่อเทียบต่อน้ำหนักกับอาหารชนิดอื่น
- มีวิตามิน บี1 มากว่าผัก ผลไม้ และสัตว์บางชนิดเกือบ 1100 เท่า
- มีวิตามิน บี2 มากกว่าอาหารอื่นๆ 5-20 เท่า
- มีวิตามิน บี12 ซึ่งช่วยเสริมสร้างความจำ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง คนส่วนมากบริโภควิตามิน บี12 จากตับสัตว์เท่านั้น แต่ในสาหร่ายสไปรูไลน่ามีวิตามิน บี12 มากกว่าที่จะพบในตับของวัวถึง 2.5 เท่า ดังนั้น นอกเหนือจากเป็นอาหารสมองที่ดีแล้ว ยังเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคอาหารเจและมังสวิรัติ
- มีกรดแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญในการช่วยลดคลอเรสเตอรอลในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

สาหร่ายสไปรูไลน่ามีผลต่อร่างกายของเราอย่างไร
1. ต้านเชื้อไวรัสหลายชนิด (Antiviral) และลดการก่อมะเร็ง (Antimutagenic)
2. ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
3. ลดไขมันในเลือดได้ทั้งคลอเลสเตอรอลไตรกลีเซอไรด์ อย่างมีนัยสำคัญ
4. มีสารเบต้าแคโรทีน ไฟโคไชยานิน และคลอโรฟิลซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง มีงานวิจัยว่าสามารถลดการเกิดมะเร็งในช่องปาก ในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งชนิดนี้
5. มีกรดอะมิโนเมไธโอนิน ช่วยบำรุงตับและสามารถลดความเป็นอันตรายต่อตับเมื่อได้รับสารพิษ
6. มีความปลอดภัยสูง ได้มีการวิจัยความเป็นพิษและผลต่อการตั้งครรภ์ในสัตว์ทดลองและพบว่าปลอดภัย 

สตรีตั้งครรภ์



อายุครรภ์ต่ำกว่า 4 เดือนควรงดอาหารเสริมทุกชนิด

อายุครรภ์เกิน 4 เดือน แนะนำ

น้ำมันปลา 

โคลีน วิตามินบี
 

อายุครรภ์ 6 เดือน ควรได้รับ

วิตามินรวม และเกลือแร่
 

แคลเซียม
 
น้ำลูกพรุน (ในกรณีที่มีอาการท้องผูก ในระยะครรภ์แก่)
 
สตรีมีครรภ์ทุกระยะ ควรงดสมุนไพรทุกชนิด

วิตามินที่ละลายในน้ำ



วิตามินเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพราะแม้ว่าร่างกายต้องการวิตามินไม่มากนัก แต่ก็ขาดไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ถ้าขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน  ถ้าขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา ถ้าขาดวิตามินเอ จะทำให้ไม่สามารถมองเห็นในที่มืด เป็นต้น
นักวิชาการแบ่งวิตามินออกเป็น 2 ชนิดตามคุณสมบัติของวิตามิน ชนิดแรกคือวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายจะนำวิตามินไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำเป็นตัวพาไป ได้แก่ วิตามินบีรวม และวิตามินซี
วิตามินอีกชนิดหนึ่งคือ วิตามินที่ละลายในน้ำมัน   วิตามินชนิดนี้ ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำมันเป็นตัวนำ วิตามินในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
วิตามินบีรวมประกอบด้วยวิตามินบีหลายตัว ที่รู้จักแพร่หลายคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 โฟเลต และไนอะซิน วิตามินกลุ่มนี้ แม้ว่าจะบริโภคเกินความต้องการในแต่ละวัน ก็จะไม่มีอันตราย เนื่องจาก ร่างกายจะไม่สะสมให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เนื่องจากวิตามินกลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ เมื่อได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะขับออกเองได้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำบัญชี แสดงปริมาณของวิตามินที่ละลายในน้ำที่แนะนำให้ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes หรือThai RDI) รวมถึงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของของวิตามินที่ละลายในน้ำแต่ละตัว ตามรายละเอียดในตารางที่ 1

ตารางที่ 1: แสดงปริมาณของวิตามิน ที่ละลายในน้ำที่แนะนำให้บริโภคต่อ 1 วันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร ของวิตามินที่ละลายในน้ำ

นอกจากนี้โคลีน (Choline) ซึ่งเป็นสารอาหารอีกตัวที่ละลายในน้ำ และมักจะถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับวิตามินบีรวม โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่นๆอีกหลายอย่าง ปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่ เพศชาย และ หญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ
วิตามินเหล่านี้ มีอยู่ในอาหารต่างๆอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะรีบเร่งในชีวิตประจำวันส่งผลทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนั้นโอกาสที่จะได้รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่จึงเป็นไปได้ยาก เช่น ผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ช่วงเช้ารีบเร่งจนไม่ได้รับประทานอาหารเช้า กลางวันก็มักจะรับประทานอาหารจานเดียว เป็นต้น

ดังนั้น ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันให้ไม่ขาดสารอาหารเหล่านี้คือ รับประทานเครื่องดื่มที่มีการเติมสารอาหารเหล่านี้ลงไป หรืออาจรับประทานในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์ที่เป็นยา เนื่องจากจะมีปริมาณของวิตามินสูงมาก ซึ่งทั่วๆไปนั้น มักจะใช้รักษาผู้ป่วยที่แสดงอาการ ของการขาดวิตามินแล้วเท่านั้น

กิฟฟารีน ซื้อกิน ซื้อใช้ ได้เงินคืน

ไฟโตนิวเทรียนท์



ไฟโตนิวเทรียนท์ ( Phytonutrient ) สารธรรมชาติจากผักและผลไม้ที่เป็นสารสำคัญ ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ 

  อาหารประเภทผัก ผลไม้ เป็นอาหารธรรมชาติที่มีสารสำคัญที่เรียกว่า Phytonutrient ( ไฟโตนิวเทรียนท์ )  มากมายหลายชนิด ไฟโตนิวเทรียนท์ เป็นสารธรรมชาติ ในผักผลไม้ที่เป็นสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย หลายประการ ทั้งนี้ด้วยกลไกที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) จากธรรมชาติ

อนุมูลอิสระคือ โมเลกุลที่มีธาตุที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาด อิเลกตรอน ไป 1ตัว  อนุมูลอิสระ ถือเป็นสารพิษที่สำคัญต่อเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้ โดยจะทำลาย ดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์ และองค์ประกอบอื่นๆของเซลล์  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นการทำลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น หรือมีผลในระยะยาวโดยเป็นสาเหตุของ ความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ และอาจเป็นสารการก่อมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก โรคทางภูมิคุ้มกันและโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด

อนุมูลอิสระ มีที่มาทั้งแหล่งภายนอกและภายในร่างกาย อนุมูลอิสระที่มาจากภายนอก ได้แก่ มลพิษในอากาศ ฝุ่น ควันบุหรี่ แสงแดด ความร้อน รังสีบางชนิด ยาบางชนิด จากแหล่งภายในร่างกาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นของเสียในขบวนการเมตาโบลิสม ของเซลล์ เมื่อเกิดอนุมูลอิสระแล้ว ร่างกายก็มีกลไกที่จะกำจัด อนุมูลอิสระ เหล่านี้โดยใช้เอนไซม์ต่าง ๆ และใช้สาร ไฟโตนิวเทรียนท์ที่สำคัญ เช่น วิตามิน อี  ( a-tocopherol )  เบตาคาโรทีน  ( Beta-carotene ) และวิตามิน ซี (Vitamin C) จากผักผลไม้และอาหาร
 
ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักและผลไม้ ถือเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก  ปัจจุบัน จึงมีการสนับสนุนให้ทานผักและผลไม้มากขึ้น โดยมีความเชื่อว่าอาจลดการก่อมะเร็ง ลดการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและ โรคเรื้อรังบางชนิด
   
ไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีในผักและผลไม้ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้าอนุมูลอิสระ และมีคุณประโยชน์เป็นที่ยอมรับ มีดังนี้คือ  ชาเขียว มี สารสำคัญเป็น Polyphenol (โพลีฟีนอล) ที่ชื่อ Catechin (คาเทชิน) ทับทิม มี สารประเภท Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) แครอท มี Beta-carotene ( เบต้าคาโรทีน )  มะเขือเทศ มี Lycopene (ไลโคปีน) มิกซ์เบอร์รี่  มี Flavonoid ชื่อ Anthocyanosides (แอนโธไซยาโนไซด์) ใน Bilberry  อะเซโรลา เชอร์รี่ มี Vitamin C ถือเป็นแหล่งวิตามินซีธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง  บร็อคโคลี่ มี Sulforaphane (ซัลโฟราเฟน) โรสแมรี่ มี Rosemarinic acid (โรสแมรินิค แอซิด) แอปเปิ้ล มีสารประเภท Polyphenol (โพลีฟีนอล) เช่นกัน  อัลฟัลฟ่า มี Saponins (ซาโปนิน) มะกอกมี   Oleuropein (โอลีโรเปอิน) เมล็ดองุ่นมี    Proanthocyanidin (โปรแอนโธไซยานิดิน) หรือ พีซีโอ (PCO:  Procyanidolic Oligomers)ขมิ้นมีสารสำคัญคือ  Curcumin (เคอร์คิวมิน) ผักโขม มีใยผัก วิตามินแร่ธาตุหลายชนิด
   
 รายงานที่บอกว่าการทานผักและผลไม้ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมีมากมาย ซึ่งคิดว่ากลไกทั้งด้านที่ผัก และผลไม้มีสารกากใยมากซึ่งจะช่วยทางด้านลดมะเร็งลำไส้ใหญ่  นอกจากนี้คือกลไกทางด้านต้านอนุมูลอิสระ จากสารไฟโตนิวเทรียนท์  ตัวอย่างรายงานวิจัยเรื่องลดความเสี่ยงของโรค มะเร็ง มีมากมาย รายงานแรก พบว่า   ผักและผลไม้ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ถึง 5.5  เท่า ซึ่งรายงานนี้ก็เป็นรายงานใหญ่ในการศึกษาแบบติดตามคนไข้ถึง 11,546  คนเป็นเวลา 25  ปี   ผักและผลไม้ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอด ก็มีรายงานเช่นกัน  บางรายงานตรวจสอบชัดลงไปได้ถึงชนิดของผักด้วยเช่นพบว่า ผักที่มีสีเหลืองเช่น แครอท  พบว่าลดมะเร็งของปอดได้มากกว่าผักชนิดอื่นเป็นต้น

นอกจากนี้มีรายงานใหญ่ที่ติดตามการเป็นมะเร็งของประชากร 10,068 คน เป็นเวลาถึง 19  ปี  ซึ่งในจำนวนนี้พบมะเร็งปอด 248  คน แต่ก็พบว่ากลุ่มที่มีการทานผักและผลไม้ที่มีวิตามิน เอ หรือ เบต้าคาโรทีน จะสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งปอดได้  การทานผักและผลไม้ที่มี เบต้าคาโรทีน วิตามิน ซี วิตามิน อี สูงสามารถที่จะลดอุบัติการการเป็นมะเร็งเต้านมได้จริงในสตรีวัยเจริญพันธ์ จากการติดตาม คนไข้ 83,234  คน เป็นเวลา 14 ปี  มะเร็งกระเพาะปัสสาวะลดความเสี่ยงได้ด้วยการทาน ผักประเภท บร็อคโคลี และหัวผักกาด นอกจากนี้ผักและผลไม้ที่มี เบต้าคาโรทีนสูงก็มีผลต่อการลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือดได้จริง จากการวิจัยย้อนหลังในคนไข้ 4,802  คนติดตามไป  4 ปี

 การรับประทานผักและผลไม้ จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ในผู้ที่ไม่สามารถจะทานผักและผลไม้ได้ หรือทานได้น้อย ปัจจุบันก็มีอาหารสุขภาพที่สกัดสารสำคัญจากผักและผลไม้ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค

ริ้วรอยจากนิทรา



 กิฟฟารีน เฟซคอนทัวร์แอพพลิเคเตอร์ มีแรงบันดาลใจจากผลงานการวิจัยทางการแพทย์ เรื่อง Sleeplines (ริ้วรอยจากนิทรา)

ขณะที่เรานอนตะแคงคืนละหลายชั่วโมง Fascia หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชั้นลึกของเราจะถูกเบียดให้แน่นเป็นเส้นลึก จนไขมันที่สะสมบริเวณผิวหน้าของเราถูกแยกเป็นส่วนๆ ออกจากกัน จากที่เคยเกลี่ยกระจาย และมีความหนาสม่ำเสมอในวัยเยาว์ ให้กลายเป็นกระจุกไขมันแยกส่วนบริเวณ แก้ม เหนือริมฝีปาก และมุมปากล่าง ตลอดจนย้อยเป็นถุงใต้ตา จากการเบียดของแก้ม และหมอน นานวันเข้าหลายๆ ปี ด้วยกาลเวลา และปริมาณคอลลาเจนที่ลดลงทุกปี ทำให้เกิดถุงใต้ตา ร่องแก้ม และรอยใต้มุมปาก

พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เราเคลื่อนไหวจนผิวหน้าเขย่า หรือเกิดแรงกระแทก จากการเดินเร็วๆ กระโดด หรือวิ่ง ทำให้เกิดปรากฎการณ์หย่อนคล้อยของผิวหน้า ไขมัน ตามแรงโน้มถ่วง ก็ทำให้เกิดถุงใต้ตา และไขมันใต้คาง

เรื่องราวทั้งหมดนี้ จะทำให้โครงสร้างรูปหน้าของเรา เปลี่ยนไปสู่วัยผู้ใหญ่ขึ้น ดูสูงอายุขึ้น รูปหน้าย้อยขึ้น มีร่องแก้ม ถุงใต้ตา ไขมันใต้คาง ไม่เหมือนรูปหน้าที่สวยงาม เมื่อเราอายุ 20 - 25 ปี

หลักการง่ายๆ ของ Face Contour Applicator ก็คือ เกลี่ยไขมัน ด้วยทิศทาง และน้ำหนักที่เหมาะสม ด้วยเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เรียบเนียนลื่น และไม่ทำปฏิกริยาเคมีกับสารใดๆ คือ Stainless 316 ซึ่งเป็น Stainless เกรดที่ดีที่สุด

กิฟฟารีน รายได้เสริมเพิ่มเงินในกระเป๋า

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ โอลิโกฟรุคโตส วิตามินซี และสารสกัดจากแอปเปิ้ล



คลอโรฟิลล์ ( Chlorophyll ) เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชชั้นสูง และสาหร่ายสีเขียว (Chlorella) คลอโรฟิลล์ มีโครงสร้างของโมเลกุลจะคล้ายกับฮีม (heme) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ต่างกันที่สูตรโมเลกุล ของธาตุที่อยู่ตรงกลาง คือ คลอโรฟิลล์เป็นธาตุแมกนีเซียม (Mg) ขณะที่ฮีมเป็นธาตุเหล็ก (Fe)  อย่างที่ทราบกันว่า คลอโรฟิลล์มีในผักใบเขียว นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบมานานแล้ว ว่า การรับประทานผัก สามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากพบว่า กลไกต้านมะเร็งนี้เกิดจาก การต้านอนุมูลอิสระ เมื่อแยกสารต้านอนุมูลอิสระเหล่าออกมาวิจัย  ก็พบว่า สามารถยับยั้งการก่อมะเร็งได้จริง แต่ก็มีผู้สงสัยว่า ถ้าเราสกัดแยกแต่คลอโรฟิลล์ออกมา จะยังมีส่วนช่วยในการลดมะเร็งหรือไม่  สารสกัดคลอโรฟิลล์ที่สามารถสกัดแยกออกมานั้น ในรูปของที่รับประทานเป็นอาหาร (Food grade) มีความปลอดภัย และรับประทานกันเป็นอาหารสุขภาพทั่วโลก เป็นชนิดที่ละลายในน้ำได้  คือเป็นองค์ประกอบของธาตุ โซเดียม และคอปเปอร์ (ซึ่งทั้งสองธาตุนี้ก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา)  กับอนุพันธุ์ของ คลอโรฟิลล์ ที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลิน (Chlorophyllin) เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า คลอโรฟิลินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน 

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า คลอโรฟิลิน สามารถต้านพิษ หรือยับยั้งการทำงานของสารพิษ ในการก่อมะเร็งได้หลายชนิด เช่น  สามารถต้านพิษ หรือยับยั้งการทำงานของสารพิษ ในการก่อ มะเร็งผิวหนังของหนูทดลองได้   และที่สำคัญคือ สามารถต้านพิษ อะฟลาทอกซิน ในการก่อมะเร็งตับของคนได้ โดยมีงานวิจัยในอาสาสมัคร 180 คน รูปแบบของงานวิจัย ถือเป็นการทดลองที่ออกแบบมาอย่างดีที่สุดในวงการแพทย์ คือ  แบบมีกลุ่มควบคุม (randomized, double-blind, placebo-controlled)  อาสาสมัครได้รับประทาน คลอโรฟิลิน 100 มก. วันละสามเวลาเป็นเวลาสี่เดือนและวัดสารพิษ เมตาโลไลท์ ของ อะฟลาทอกซิน ในปัสสาวะ (aflatoxin-N (7) -guanine adducts)  ถ้าพบสารพิษปริมาณสูง จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ  สารนี้พบได้ในอาสาสมัครถึง 105 คน การทดลองพบว่า คลอโรฟิลิน สามารถลดสารพิษชนิดนี้ได้ถึง 55%  ผู้วิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานนี้ในวารสารทางการแพทย์หลายเล่ม นอกจากนี้ สารคลอโรฟิลิน ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัว และทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมของคนได้โดยตรงอีกด้วย  (Antiproliferative effect, apoptosis to human breast cancer MCF-7 cells) 

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยสนับสนุนที่ทำในคนที่ประสบเหตุได้รับสารพิษ Polychlorinated dibenzofurans (PCDFs) และ Polychlorinate dibenzo-p-dioxins (PCCDS) จากเหตุการณ์เกิดอาการเป็นพิษของน้ำมันรำข้าวที่เมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่น พบว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารและสารคลอโรฟิลล์ มีระดับสารพิษในเลือดลดลง มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพนี้ รวมถึงงานวิจัยในผู้สูงอายุที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบว่า กลุ่มที่รับประทานคลอโรฟิลล์นั้นมีค่าเฉลี่ยความรุนแรงของกลิ่นปัสสาวะลดลง มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคลอโรฟิลล์

สรุปคุณสมบัติของ คลอโรฟิลล์
  • มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) 
  • มีฤทธิ์ในการต้านสารพิษในการก่อมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม 
  • ช่วยในการขับสารพิษ ในเลือด 
  • มีฤทธิ์ลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์
สรุปคุณสมบัติของ โอลิโกฟรุคโตส
  • เป็น Probiotics ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 
  • ช่วยควบคุม/กำจัดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคในร่างกาย 
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีกลไกช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ 
  • ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้ 
  • ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน 
  • ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย 
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย 
สรุปคุณสมบัติของ วิตามินซีและสารสกัดจากแอปเปิ้ล 
  • แอปเปิ้ล มีสารประเภท Polyphenol (โพลีฟีนอล) เป็น Phytonutrient ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็น Antioxidant 
วิตามินซี เป็น Antioxidant