เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ พรีไบโอติก และอินนูลิน



ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นในแง่ของคุณค่าทางอาหาร  ความปลอดภัย และผลที่ดีต่อสุขภาพ จึงเป็นจุดกำเนิดผลิตภัณฑ์อาหารที่เรียกว่า ฟังก์ชันนอลฟู้ด  (functional food) ซึ่งเป็นอาหารที่มีผลต่อการทำหน้าที่ต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยมีบทบาทในการลดความเสี่ยงและอัตราในการเกิดโรค  อาหารหลายชนิดจัดเป็น functional food และพบได้ในชีวิตประจำวัน  โดยเฉพาะกลุ่มพรีไบโอติก (prebiotic) และโพรไบโอติก (probiotic)  ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้
โพรไบโอติก (Probiotic) คือกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ดี  เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบของร่างกายแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ โดยจุลินทรีย์นั้นทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมในระบบลำไส้

จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ซึ่งโดยขนาดแล้วไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ จุลินทรีย์ที่ดีเป็นประโยชน์ เรียกว่า โพรไบโอติก และ จุลินทรีย์ก่อโรค คือ เป็นชนิดที่ไม่ดี คือเป็นโทษต่อร่างกาย สำหรับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ หรือโพรไบโอติกนั้น อาศัยอยู่ในร่างกายตรงส่วนของลำไส้ของมนุษย์ ทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร ด้วยการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ให้มากขึ้น ลดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคลง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ที่เป็นอันตราย รวมถึงยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคทำให้ไม่สามารถเกาะติดกับลำไส้ โดยวิธีการหลั่งสารออกมาต่อต้านจุลินทรีย์ หรือ เจริญเติบโตแย่งที่อันเป็นการป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเจริญ ขึ้นมาได้ และถูกขับออกทางอุจจาระไป 

เชื้อจุลินทรีย์ที่ดี ที่เรียกว่า เป็นโพรไบโอติก  มีหลายชนิด แต่ที่เป็นที่นิยมอ้างอิงในงานวิจัย ได้แก่  Lactic acid bacteria (LAB) และ Bifidobacteria   การใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติก เพื่อประโยชน์ทาง ด้านสุขภาพนั้น มีมานานกว่า 20 ปี แล้ว เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์    ปริมาณจุลินทรีย์โพรไบโอติกในผลิตภัณฑ์อาหารควรมีอย่างน้อย 107 cfu ต่อกรัมหรือมิลลิลิตรของอาหาร
พรีไบโอติก (Prebiotic) หมายถึง องค์ประกอบของอาหารที่ไม่มีชีวิต (non-viable food component) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับประทาน (host) โดยมีส่วนช่วยในการปรับชนิดและจำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ คุณสมบัติของสารที่จะถูกจัดให้เป็นพรีไบโอติกมีอยู่ 3 ด้านคือ

    * ด้านองค์ประกอบ – ต้องไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหรือยา แต่เป็นสารที่สามารถบอกลักษณะทางเคมีได้ โดยทั่วไปเป็นสารที่อยู่ในชั้นคุณภาพอาหาร (food grade)
    * ด้านประโยชน์ต่อสุขภาพ – สามารถตรวจวัดได้ และไม่ได้เกิดจากการดูดซึมองค์ประกอบเข้าสู่กระแสเลือดหรือไม่ใช่ผลที่เกิด จากการทำงานขององค์ประกอบนั้นเพียงอย่างเดียวและไม่เกิดผลข้างเคียงที่ควบ คุมไม่ได้
    * ด้านการปรับชนิดและจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ (modulation) – แสดงให้เห็นว่าการที่มีองค์ประกอบของสารนั้น มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบและการทำงานของจุลินทรีย์ในสำไส้ ของผู้รับประทาน โดยมีกลไกการหมัก การยับยั้งตัวรับ (receptor blockage) หรืออื่นๆ

                ทั้งนี้ การที่สารใดจะเป็นพรีไบโอติกได้นั้น ต้องผ่านการทดสอบการประเมินคุณสมบัติรวม 3 ด้าน ดังนี้

    * เป็นสารที่มีความคงตัวเมื่อผ่านเข้ามาในทางเดินอาหารส่วนบนจะทนต่อ สภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ และไม่ดูดซึม
    * สารนั้นจะถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือทำหน้าที่อื่นๆในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รับประทาน
    * สารนั้นจะเลือกเฉพาะเจาะจงส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดี  คือโพรไบโอติก เช่น จุลินทรีย์บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และ แล็กโทบาซิลไล (lactobacilli)  ความสามารถในการหมักแบบเลือกเฉพาะเจาะจงนี้เป็นสิ่งที่แยกพรีไบโอติก ออกจากใยอาหารที่ไม่ใช่พรีไบโอติก  และต้องเป็นการวิจัยยืนยันผลนี้ จากการทดลองในมนุษย์เท่านั้น

กล่าวโดยสรุป สารที่จะจัดว่าเป็นพรีไบโอติกได้ก็ต่อเมื่อมีคุณสมบัติในการเลือกส่งเสริม การเจริญเติบโตของโพรไบโอติก ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าให้ประโยชน์ต่อการมีสุขภาพดี จุลินทรีย์ที่นำมาใช้เป็นตัวชี้วัด คือ บิฟิโดแบคทีเรีย และ แล็กโทบาซิลไล
จากรายงานการประชุมด้านเทคนิคขององค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ ระบุว่า พรีไบโอติก ที่นิยมใช้กันทั่วไป มีหลายชนิด เช่น อินนูลิน (Inulin) , ฟรุคโต-โอลิโกแซคคาไรด์ (Fructo-Oligosaccharides), กาแลคโต-โอลิโกแซคคาไรด์ (Galacto-Oligosaccharides)  โดยอินนูลินนั้น ทั่วไปจะได้มาจาก หัวชิโครี (Chicory root)

สำหรับประโยชน์ต่อสุขภาพของพรีไบโอติก โดยเฉพาะอินนูลินนั้น สามารถสรุปได้โดยรวมดังนี้

1. ผลต่อระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้  (gut lumen) อินนูลินจะเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย ซึ่งเมื่อแบคทีเรียนำไปใช้ก็จะให้พลังงานและสารบางชนิด เช่น กรดแลกติกและกรดไขมันชนิดสายสั้น (short-chain fatty acids) ซึ่งเป็นผลิตผลจากกระบวนการหมัก ซึ่งการหมักนี้จะ ทำให้มีการกระตุ้นการเจริญของกลุ่มจุลินทรีย์สุขภาพ   และสภาวะความเป็นกรดที่เกิดขึ้นจะ ช่วย ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโทษบางชนิดในลำไส้ได้ เช่น Clostridium perfringens, Salmonella spp. และ Esherichia coliเป็นต้น จึงมีผลช่วยป้องกันอาการท้องเดินโดยเฉพาะจากการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติเหมือนใยอาหารอื่นๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ด้วยอันเป็นผลจากการเพิ่มน้ำหนักของอุจจาระและผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้จึงช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น  พบว่าอินนูลินยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้ จึงช่วยป้องกันโรคลำไส้อักเสบได้
นอกจากนี้ยังมีการศึกษามากมายที่ชี้ชัดไปว่าอินนูลินสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ได้   และยังมีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนว่า การได้รับอินนูลินสามารถเพิ่มจำนวน Bifidobacteria และ Lactobacilli ในมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
2. ผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุ จากการหมักพรีไบโอติกโดยแบคทีเรียในลำไส้ได้กรดไขมันชนิดสายสั้น ความเป็นกรดก็จะช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดได้ เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกเนเซียม และสังกะสี นอกจากนี้อาจด้วยกลไกที่ทำให้มีการดึงน้ำเข้ามาช่วยในการละลายเกลือแร่ต่างๆ ได้ จึงมีการคาดการว่าน่าจะส่งผลช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้  ได้มีงานวิจัยรองรับเรื่องอินนูลิน สามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม และแมกนีเซียมโดยทดลองกับหนู พบว่า สามารถเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุได้จริง (อ้างอิงที่ 10) และเมื่อมีการทำวิจัยต่อในมนุษย์ เรื่องการเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม พบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน
3. ผลต่อการเผาผลาญไขมัน มีการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) แต่ยังไม่มีข้อมูลมากนัก ส่วนเรื่องของการลดโคเลสเตอรอลก็เช่นกัน อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอกลไกที่เป็นไปได้คือ การที่จุลินทรีย์สุขภาพเจริญจำนวนมากขึ้นก็จะช่วยย่อยสลายโคเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมผ่านผนังลำไส้ หรืออาจเนื่องจากผลจากกระบวนการหมักที่ได้กรดไขมันสายสั้นบางชนิด โดยเฉพาะกรดโพรพิโอนิก (propionic acid) ซึ่งสามารถไปยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันรวมทั้งโคเลสเตอรอล ดังนั้นพรีไบโอติกอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็งซึ่งมีสาเหตุจาก ไขมันได้

มีงานวิจัยรองรับว่า การให้อินนูลินในหนูทดลองสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอรอลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ  สำหรับในมนุษย์แล้ว มีการทดลองให้อินนูลิน 2 แบบคือ ให้ในปริมาณ 9 กรัมต่อวัน ในรูปแบบของ อาหารเช้าประเภทธัญพืช และในปริมาณ 10 กรัมต่อวันโดยใช้ผงอินนูลินผสมในอาหารหรือเครื่องดื่ม พบว่าสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างรวดเร็วถึง 27% และ 19% ตามลำดับ และยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลลงได้อีกด้วย
4. ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน  มีการรวบรวมงายวิจัยต่างๆเรื่องอินนูลินกับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันพบว่า อินนูลินมีผลช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยในพัฒนาการการสร้างภูมิคุ้มกันของทารกอีกด้วย

โดยสรุป อินนูลินช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และโรคลำไส้อักเสบ บรรเทาอาการท้องผูกเนื่องจากผลของการเพิ่มปริมาตรอุจจาระและผลต่อการเคลื่อน ไหวของลำไส้ ช่วยป้องกันท้องเสียท้องเดินจากการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน เนื่องจากช่วยเรื่องการดูดซึมของแคลเซียม ลดไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็งซึ่งมีสาเหตุจากไขมัน 



สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

โสม ราชาแห่งสมุนไพร



โสม เป็นพืชสมุนไพรที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก โสมถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรทีเดียว และถูกนำมาใช้เป็นเวลานานกว่า 2000 ปี    

โสมมีอยู่ด้วยกัน สามสายพันธ์ คือ โสมเอเชีย เช่น จีน เกาหลี (Panax ginseng, C.A. Meyer)  โสมอเมริกัน และแคนาดา (Panax quinquefolium ) และโสมไซบีเรีย ( Eleutherococcus senticosus ) แต่อย่างหลังสุด ไม่ใช่โสมที่แท้จริงตามสายพันธ์ของโสม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีระบบการทำงานคล้ายโสม    โสมเอเชีย มีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของจีน เกาหลีและประเทศสหรัฐอเมริกา  ในตำรายาแผนโบราณของจีน ระบุว่า โสมเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่ระบบย่อยอาหาร และปอด ช่วยทำให้จิตใจสงบและเพิ่มพละกำลังโดยส่วนรวม

สำหรับสรรพคุณทางวิชาการ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจ รวมถึงความปลอดภัย มีดังนี้
1. ช่วยบำรุงหัวใจ   โสมมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหัวใจโดยออกฤทธิคล้ายกับยาหัวใจ ( digoxin ) 
2. ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีงานวิจัยในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ ( Cardiac surgery ) มีการลองให้โสมและวัดทั้งการบีบตัว ดูผลของการขาดอ๊อกซิเจนด้วย
3. เสริมประสิทธิภาพทางเพศในชาย     มีงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีปัญหาองคชาติไม่แข็งตัว  ( Erectile dysfunction ) 45 รายโดยรับประทานโสมเกาหลี ปริมาณ 900 ม.ก. 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลาสองเดือน พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการประเมินอย่างละเอียดทุกด้าน    โสมจึงช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
4. ลดและป้องกันมะเร็ง  มีงานวิจัยของเกาหลีพบว่า การรับประทานโสมเกาหลี เป็นเวลานานสามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งตับลงได้ด้วยการทำงานในด้านการต้าน อัลฟาทอกซินบี และยูรีเทน 
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยพอควรใน มะเร็งตับ แต่ก็ยังไม่สามารถลดมะเร็งตับจากการดื่มสุราหรือสาเหตุอื่นได้  ในการวิจัยย้อนหลัง ( Case control study )  ซึ่งเป็นการวิจัยที่เหมาะสมในการหาความเสี่ยงและสารป้องกันการเกิดมะเร็งใน คน พบว่า ในคนที่ทานโสม มีอุบัติการณ์หรือโอกาสเป็นมะเร็งลดลงอย่างมาก มะเร็งที่ลดลงเมื่อทานโสมได้แก่ มะเร็งริมฝีปาก ช่องปากและคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่    และมีนักวิทยาศาสตร์ชาวไต้หวันคือ ดร. Chang YS ก็ตีพิมพ์งานวิจัย แนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่โสมจะเป็นหนึ่งในทีมยารักษามะเร็งได้แล้ว
5. โสมมีสรรพคุณช่วยในเรื่องโรคปอดเรื้อรัง ชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือโรคถุงลมโป่งพอง ( COPD ) โรคนี้พบได้บ่อยมาก เพราะเป็นผลงานของการสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน งานวิจัยของโสมแบบการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมชัดเจนได้ทำให้ผู้ป่วยโรคถุงลม โป่งพอง 92 คนแบ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ได้สารสกัด โสม วันละ 200 มก 49 คน  และกลุ่มควบคุม ได้รับยาหลอก อีก 43 คน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มที่ได้รับโสม มีสมรรถภาพทางปอดดีขึ้นอย่างมากในทุกด้าน  โดยที่ไม่มีผลข้างเคียง แต่กลุ่มที่ได้รับยาปลอมไม่มีผลดีขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าจะทานโสมในผู้ที่เป็นโรคนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ เพราะมีงานวิจัยนี้สนับสนุนแล้ว 
6. โสมมีความปลอดภัยสูง  สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน  ผลข้างเคียงมีน้อยมาก ที่พบได้มีแค่ อาการปวดศีรษะ และทางเดินอาหาร และรบกวนการนอนหลับเท่านั้น ยาที่ไม่ควรทานร่วมกับโสมก็มีเพียง สามสี่ตัว คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแรงชื่อ warfarin  ยากระตุ้นหัวใจชื่อ digoxin  ยาแก้เศร้าชื่อ Phenelzine และสุรา  อาจมีการรบกวนประจำเดือน อาการเจ็บหน้าอกขณะมีประจำเดือน และก็มีรายงานถึงคนที่แพ้ได้อย่างรุนแรงได้โดยมีอาการทางผิวหนัง  แต่ทั้งหมดนี้เกิดได้น้อยมาก
 
     อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำว่าหากต้องการให้ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรทานโสมกับยาแอสไพริน รวมถึงไม่ควรทานอย่างยิ่งในสตรีตั้งครรภ์และเด็ก ไม่ควรทานในคนที่ตับอักเสบคือมีเอนไซม์ของตับสูงแล้ว ( ไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นพาหะ ยังไม่มีเอนไซม์สูงจะทานได้ ) หรือตับอักเสบจนตัวเหลืองตาเหลืองหรือตับโต  ดังนั้นถ้าเรามีโรคประจำตัวควรถามหมอของเราก่อนว่าจะทานได้ไหม และเนื่องจากโสมเป็นของร้อนบางคนทานแล้วก็หงุดหงิด ถ้าอยากจะทานให้อายุวัฒนะจริงๆก็ให้ทานร่วมกับใบบัวบก ซึ่งเป็นของเย็น จะดีที่สุด  ซึ่งคนอายุยืนมาก ๆ ก็ทานโสมกับใบบัวบกเป็นประจำ

อาหารสุขภาพ ที่มีคุณประโยชน์สำหรับตับ



ตับคือหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เป็นศูนย์กลางทำลายสารพิษทั้งหมดที่มาจากระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นอวัยวะสำคัญ ในการควบคุม ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด และสารเคมีสำคัญอีกมากมาย อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่า มีคุณประโยชน์ต่อตับ มีหลายชนิด อาทิเช่น

สาหร่ายสไปรูลินา

สาหร่ายสไปรูลิน่าแหล่งของโปรตีนสมบูรณ์แบบที่เพียบพร้อมด้วยกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายรวมถึง สารอาหารต่างๆอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ในด้านการป้องกัน และบำบัดรักษาโรค เช่น วิตามินบีรวม แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ (เบตาแคโรทีน วิตามินอี) เป็นต้น มีงานวิจัยว่า สาหร่ายสไปรูลินา สามารถช่วยลดความเป็นอันตรายต่อตับ เมื่อได้รับสารพิษได้

โคลีน

โคลีน เป็นสารสำคัญที่ใช้ในการสร้างสารสื่อประสาท (Acetylcholine) มีบทบาทสำคัญคือ ทำให้ตับสามารถขนถ่ายไขมันได้ (Fat Transportation) และลดการสะสมไขมันในตับ (Hepatic Steastosis) การขาดโคลีน จะเกิดการภาวะสะสมไขมันที่ตับ (Fatty Liver)

วิตามิน

การวิจัยเรื่องวิตามิน ในการบำรุงตับ ลดการอักเสบ หรืออาจจะลดการลุกลามของโรคตับเรื้อรังบางชนิด มีมากมายทั้งคนและสัตว์ ตัวอย่างเช่น 

มีงานวิจัยว่า การให้วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ป้องกันตับอักเสบในหนู นอกจากนี้ ในหนูทดลอง การให้วิตามินเอ ก็สามารถป้องกันอันตรายตับ ต่อการได้รับสารพิษทำลายตับ บางชนิดได้
 
การวิจัยทางระบาดวิทยา ก็พบว่า ในผู้ป่วย พบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มาก ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคตับหลายชนิดตามมา พบว่า การมีวิตามิน และภาวะโภชนาการที่ดี สามารถช่วยป้องกัน หรือลดความรุนแรงของโรคตับเหล่านี้ได้ สำหรับผู้ที่ดื่มสุรา ก็ยังมีการวิจัยแบบทดลองโดยตรง ด้วยการให้นิโคตินาไมด์ ซึ่งเป็นวิตามินบี3 แก่อาสาสมัครที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณสูงพบว่า การให้ วิตามินบี 3 สามารถลดอันตรายต่อตับ ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอลล์ ปริมาณสูงได้
มีงานวิจัยเชิงสรุปที่ตีพิมพ์ข้อคิดเห็นว่า วิตามินที่มี คุณสมบัติเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ อาจจะมีประโยชน์ในการช่วยลดการลุกลามของโรคตับเรื้อรังบางชนิดได้ นอกจากนี้ ก็มี งานวิจัยที่ทดลองในคนโดยตรง เป็นการวิจัยจากประเทศเยอรมัน ในผู้ป่วย 68 ราย ในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัดตับจากโรคมะเร็งตับ ทำให้ตับทั้งหมด ต้องได้สภาวะการบาดเจ็บจากการขาดเลือด พบว่า การให้วิตามินอี ก่อนผ่าตัดสามารถลดอันตรายการบาดเจ็บต่อตับได้อย่างแท้จริง

 ทับทิม

ทับทิม มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ มีงายวิจัยที่แสดงถึงว่า ทับทิมช่วยลดอันตรายต่อตับ เมื่อได้รับสารพิษเช่นกัน 

อาหารสุขภาพ ที่มีคุณประโยชน์สำหรับหัวใจ



โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยง ดังนี้

1. พฤติกรรมการบริโภคที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รวมถึงการรับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่ประกอบไปด้วยแป้ง ไขมัน 
2. ขาดการออกกำลังกาย 
3. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา รวมทั้งการเป็นโรคเบาหวาน 

ปัจจัยเบื้องต้นเป็นสาเหตุต่อการนำไปสู่ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูง การเกิดภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจะทำให้มีไขมันไปพอกเกาะที่ผนังหลอดเลือดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ระดับโคเลสเตอรอลที่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดตีบและอาจเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้
 

อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่า มีคุณประโยชน์ต่อหัวใจมีหลายชนิด อาทิเช่น 

ลูทีน และซีแซนทีน

ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)  เป็นสารรงควัตถุ อย่างหนึ่งในพืช พบได้ในผักและผลไม้ เช่น แครอท 
ข้าวโพด  มีงานวิจัยทางระบาดวิทยา จำนวนมาก ในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจก cataract และจอตาเสื่อม age-related macular degeneration  (อ้างอิงที่ 2) และมีงานวิจัยระบาดวิทยา ในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และ อัมพาตอัมพฤกษ์ ด้วยเช่นกัน ด้วยกลไกที่น่าจะเกิดจากการลดการเกิดตะกอนในเส้นเลือด (Atherosclerosis)

สารสกัดจากชาเขียว (อีจีซีจี)

อีจีซีจี (EGCG) เป็นสารคาเทชิน (Catechins) ชนิดสำคัญที่สกัดได้จากชาเขียว มีหลายงานวิจัยที่ชี้บ่งว่า ช่วยในการลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ ดังนี้
: ลดอุบัติการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Myocardial infarction) 
: ยับยั้งการสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิดการสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ส่งผลทำให้ลดการเกิดเส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis)และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary Atherosclerosis)

ทับทิม 

ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น Polyphenols, Anthocyanins, Ellagic acid derivatives มีหลายงานวิจัยทางการแพทย์ที่แสดงถึงว่า ทับทิมมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ ดังนี้
 
: มีงานวิจัยว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถลดการเกิด Plaque หรือตะกอนของผนังเส้นเลือดแดงลงได้ ถึง 30% ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด
: ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัว และมีไขมันสะสม มีความหนาตัวลดลง และช่วยลดไขมันสะสม 



สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

อาหารสุขภาพที่มีประโยชน์ต่อสมอง


ในสมองของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ประสาท (Neuron) จำนวนมาก มีบทบาทสำคัญที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย (Homeostasis) รวมถึง การรู้ (Cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (Motion learning) เพื่อสุขภาพที่ดีของสมอง อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่า มีคุณประโยชน์ต่อสมอง มีหลายชนิด อาทิ เช่น

โคลีน

โคลีน (Choline) เป็นสารสำคัญที่ใช้ในการสร้างสารสื่อประสาท ที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญจึงมีผลต่อขบวนการส่งกระแสประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำและการรับรู้ เรียกได้ว่ามีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะระบบความจำ รวมถึงมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease) 

วิตามินบี

เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบประสาทและสมอง 
วิตามินบี1 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
วิตามินบี6 มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท  
วิตามินบี12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง  

น้ำมันปลา 

สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง DHA จัดเป็นกรดไขมันอิสระที่เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์สมอง DHA จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า Dendrite ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน 

อีจีซีจี

อีจีซีจี (EGCG) เป็นสารคาเทชิน (Catechins) ชนิดสำคัญที่สกัดได้จากชาเขียว มีหลายงานวิจัยที่ชี้บ่งว่า ช่วยในการลดความเสี่ยงของโรค เส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis) ลดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และแตก นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ จะเป็นโรคสมองเสื่อม (Cognitive impairment) น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

อาหารสุขภาพ ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและข้อ



 ข้อต่อของร่างกายที่เคลื่อนไหวได้ จะประกอบด้วยปลายของกระดูก 2 ชิ้นที่บุด้วยกระดูกอ่อนมาประกอบกัน มีพังผืดหุ้มรอบข้อต่อ ภายในข้อต่อบุด้วยเยื่อสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อ ช่องว่างของข้อต่อมีน้ำหล่อเลี้ยงบรรจุอยู่ หน้าที่ของข้อต่อ คือ เพื่อการเคลื่อนไหวและรับน้ำหนัก ดังนั้นกระดูกอ่อนจึงทำหน้าที่เป็นตัวกันการสะเทือน น้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อเปรียบเสมือนน้ำมันเครื่อง ถ้าปราศจากกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อแล้ว ข้อต่อจะเกิดการเสียดสีมาก ทำให้เสื่อมอย่างรวดเร็ว 

อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่า มีคุณประโยชน์ต่อกระดูกและข้อ มีหลายชนิด อาทิเช่น

แคลเซียม
แคลเซียม เป็นโครงสร้างหลักของกระดูก หากไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ และหากได้รับอย่างไม่พอเพียงเป็นประจำ แคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักได้ง่ายแม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย การได้รับแคลเซียมเสริมจึงช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่กระดูก

คอลลาเจน
คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกอ่อน (Cartilage) ซึ่งบุอยู่ที่ส่วนปลายกระดูกของข้อต่อ การเสริมด้วยคอลลาเจน จึงอาจจะมีประโยชน์ในกระบวนการสร้างกระดูกอ่อน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ พบว่า การให้สารสกัดจากคอลลาเจนทำให้อาการโรคข้อดีขึ้น
 
น้ำมันปลา
น้ำมันปลามี DHA และ EPA ซึ่งจะช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ชนิดลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ (Proinflammatory Mediator) ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้
มีงานวิจัยที่ใช้น้ำมันปลากับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) พบว่า การบวมของข้อ (Joint Swelling Index) รวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อ (Duration of Morning Stiffness) ลดลง 

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

15 เคล็ดลับสุขภาพและความงาม


1. เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 

จากน้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล และแคลอรี่ปริมาณสูง ปัจจุบันนี้กลับถูกแทนที่ด้วยน้ำผลไม้คั้นสด นมถั่วเหลือ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนานาชนิด ข้อดีที่ได้ก็คือ นอกจากรสชาติดี มีความอร่อย และไม่เพิ่มน้ำหนักตัวแล้ว ยังได้รับคุณประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ อีกด้วย

เช่น น้ำทับทิม อุดมไปด้วย วิตามิน ซี อี เอ แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ที่มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ช่วยบำรุงผิวพรรณ และชะลอการเกิดริ้วรอยเป็นต้น 

2. วิตามินรวม วันละ 1 เม็ด

เพราะร่างกายมักจะขาดวิตามินที่จำเป็นโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการบริโภคที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ไม่มีเวลาเลือกรับประทานผัก และผลไม้สดให้เพียงพอ ดังนั้นการรับประทานวิตามินรวมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินที่ดีอีกวิธีหนึ่ง การรับประทานวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด ยังช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย
   


3. แต่งหน้าอวดผิวสวย
  

ปัจจุบันการแต่งหน้า เน้นให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ การแต่งหน้าหนาๆ รองพื้นเป็นชั้นๆ ไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว รองพื้นที่แนะนำให้สาวๆ มีติดตัวไว้ คือรองพื้นชนิดน้ำ สูตรบางเบา ปกปิดเรียบเนียน แต่ดูเป็นธรรมชาติ ให้เหมือนกับเป็นผิวจริงๆ เลยยิ่งดี แต่ถ้าผิวมีริ้วรอย หรือมีจุดด่างดำที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษ ก็อาจใช้รองพื้นชนิดแท่ง หรือคอนซีลเลอร์ปกปิดเฉพาะจุดที่ต้องการอีกครั้งก่อนที่จะลงแป้งฝุ่น ส่วนรองพื้นชนิดครีม อาจเก็บไว้ใช้สำหรับการแต่งหน้าในวันพิเศษ ที่ต้องการความเรียบเนียนมากกว่าปกติได้
 

4. ริมฝีปากเย้ายวน

ผู้หญิงหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ลิปติกเพื่อเปลี่ยนสีสันริมฝีปากมากนัก และมักจะใช้ลิปติกโทนสีเดียวมานานมาก ความจริงแล้วสีของลิปสติกมีส่วนเป็นอย่างมากในการดึงดูดสายตาผู้คน และเพิ่มเสน่ห์ให้กับผู้หญิงอย่างไม่น่าเชื่อ ขอแนะนำว่าให้คุณลองเปลี่ยนสีลิปสติก ให้เข้ากับเสื้อผ้า ทรงผม อารมณ์ และบุคคลิกของคุณในแต่ละวัน แล้วคุณจะหลงรักตัวเองขึ้นอีกหลายเท่า
 

5. บำรุงผิวด้วยซีรั่ม

การบำรุงผิวแบบลึกล้ำด้วยซีรั่ม เป็นการฟื้นฟู และแก้ปัญหาผิวได้ตรงจุด ลองเลือกซีรั่มที่เหมาะกับผิวคุณสัก 1 ชิ้น ทาทั่วหน้าก่อนการลงครีมบำรุงผิวตามปกติ เช่นซีรั่มกระชับรูขุมขน สำหรับผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวหน้ามัน และเป็นสิว หรือซีรั่มยกกระชับผิว สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย และมีริ้วรอย เป็นต้น
 

6. พลังแคลเซียมบำรุงผิว

แคลเซียมไม่ได้ดีแต่กับกระดูกเท่านั้น แคลเซียมยังมีส่วนช่วยในกระบวนการทำงานของเซลล์ผิวอีกด้วย สาเหตุหนึ่งของผิวมีอายุอาจเกืดจากการขาดแคลเซียมที่ชั้นผิวหนัง เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเดอร์โมแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว คืนความกระชับ และยืดหยุ่นให้ผิวดูอ่อนเยาว์
 

7. ผิวขาวใสไม่ตกยุค

ผิวขาวกระจ่างใสยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Whitening  ที่มีส่วนผสมของ  สารสกัดรากชะเอม  หรือ วิตามินซี  จึงยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราแนะนำให้สาว ๆ  มีไว้เพื่อปรับสีผิวให้เรียบเนียน   โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหากระ  ฝ้า  และสีผิวหมองคล้ำไม่สดใส
 

8. ลาก่อนริ้วรอยแห่งวัย

ริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้นตามวัยอาจทำให้ใครหลายคนเป็นกังวล  แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการลดเลือนริ้วรอยอย่างได้ผล  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีวิตามินซี  วิตามินอี  โคเอนไซม์คิวเทน  ส่วนผู้ที่มีริ้วรอยลึกจากการแสดงอารมณ์ก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  อาร์จิริลีน (Argreline )  ช่วยคลาดกล้ามเนื้อทำให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้นได้
 

9. กันแดด

แสงแดดคือศัตรูของผิวสวย  ถ้าอยากให้ผิวสวยใส  สุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัย  สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ  ผลิตภัณฑ์กันแดด  ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า  SPF  ที่สูงขึ้นในวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้งและต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน
 

10. เส้นผมพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ

เส้นผมคือ  อีกส่วนสำคัญของการเสริมบุคลิกภาพให้ดูดี  การจัดแต่งทรงผมให้อยู่ทรงแบบธรรมชาติไม่ดูแข็งทื่อจนเกินไป  จะทำให้ดูทันสมัย  และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีส่วนผสมของสารบำรุงด้วย  จะช่วยให้เส้นผมสปริงตัวสวย  สุขภาพดี
 

11. ทำสปาเองที่บ้าน

ผ่อยคลายง่าย ๆ  ด้วยตัวคุณเองที่บ้าน  เพียงแค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยทีสกัดจากธรรมชาติ  เช่น  ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว  หรือการจุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยในบ้านวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเงินแล้วยังประหยัดเวลาในการเดินทางด้วย
 

12. ดื่มชาเขียวต้านมะเร็ง

ชาเขียวถือเป็นเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากที่สุดชนิดหนึ่ง  เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะ EGCG  ในชาเขียวที่มีงานวิจัยสนับสนุนในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ  และโรคมะเร็งหลายชนิด  แต่ที่น่าจะโดนใจสาว ๆ  มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการช่วยเร่งเผาผลาญไขมันส่วนเกินนั่นเอง
 

13. หุ่นดีไม่ต้องผอม

รูปร่างดีไม่ได้หมายความว่าจะต้องผอมแห้งเหมือนนางแบบ  เสมอไป   การมีรูปร่างที่สมส่วนต่างหากที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพให้เราดูดีได้  พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ปกติ  อย่ารับประทานอาหารจำพวกแป้ง  น้ำตาลและไขมันมากเกินไป  ออกกำลังกายเป็นประจำ  และใช้ผลิตภัณฑ์นวดกระชับสัดส่วนเพื่อช่วยลดกระชับส่วนเกินเฉพาะจุด
 

14. บำรุงมือและเท้า

ควรบำรุงมือและเท้าเป็นประจำ  เพราะอวัยวะทั่ง 2 ส่วนนี้ถูกใช้งานหนักมากในแต่ละวัน  แต่มักจะถูกละเลยอยู่เสมอ  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการบำรุงมือและเท้าโดยเฉพาะ  จะช่วยให้ผิวที่มือและเท้าชุทาชื่น ไม่แห้งกร้าน
 

15. จัดการกับความเครียด

อารมณ์ดี  จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสจะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายต่าง ๆ  ได้เป็นอย่างดี เพราะความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากในร่างกาย  ดังนั้นถ้ามีความเครียดเกิดขึ้นต้องรีบกำจัดออกไปให้เร็วที่สุด  รับรองว่าสุขภาพดีทั้งกายและใจแน่นอน
 

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

ประโยชน์ของน้ำมันปลา



ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในวงการแพทย์ว่า น้ำมันปลา คือ หนึ่งในอาหารเสริมสุขภาพที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค  ให้ผลดีมากในการลดไขมันในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในเลือด  ป้องกันโรคหัวใจ  โรคความดันสูง และโรคเบาหวาน

น้ำมันปลาแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร ?
 คนไทยเรารู้จัก “ น้ำมันตับปลา ”  มาเป็นเวลานาน  โดยใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งมีวิตามินที่สำคัญคือ วิตามินเอ และ ดี  น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาคอด (COD) ส่วนน้ำมันปลาที่เราจะกล่าวถึงนี้ไม่ใช่น้ำมันตับปลาแต่เป็นน้ำมันที่สกัดมาจากส่วนหัวหรือเนื้อปลาทะเล  ในน้ำมันปลานี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น  ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ กรดไขมันจำเป็นชนิดนี้เป็นกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีชื่อเรียกว่า “ โอเมก้า- 3 ”  ซึ่งมีอยู่มากในน้ำมันปลาเป็นปริมาณมาก
น้ำมันปลาประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
 น้ำมันปลาประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่มาก  ซี่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้นเรายังสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ที่สำคัญคือ 
1. กรดโดโคซาเฮกอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA
2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaennoic Acid) หรือ EPA

น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างไร ?
 จากการศึกษาพบว่า  สามารถลดระดับของไตรกีรเซอไรด์ในเลือดได้ถึง  19 – 24 %  แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอล  การที่น้ำมันปลาสามารถลดไขมันเลือดได้นี้ เชื่อว่า เกิดจากที่ DHA /EPA ลดการสร้างไตรกรีเซอไรด์ลง และไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในตับชื่อ  Acylransferases  และ Phosphatidatephoshydrolase นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มปริมาณของ DHL ซึ่งจะทำให้มีการเก็บโคเลสเตอรอลในเลือดและผนังหลอดเลือดกลับสู่ตับ และเปลี่ยนน้ำดีเพื่อขับออกนอกร่างกาย
น้ำมันปลาช่วยลดการบวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างไร ?
 สาร DHA /EPA จะลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน ชนิดลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้ จากการทดลองของ Tulleken และคณะ  ได้ให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลา 12 กรัม / วัน พบว่าการบวมของข้อรวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อลดลง ซึ่งเราสามารถใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมร่วมกับยาที่ใช้อยู่เพื่อลดการบวมและการอักเสบของข้อได้
น้ำมันปลาจะช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างไร ?
 น้ำมันปลาช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน  โดยกลไกการจับตัวของเกล็ดเลือด  ทำให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้น  จึงลดทั้งอุบัติการณ์การเป็นโรคนี้ และลดอัตราการตีบซ้ำในผู้ที่เป็นโรคนี้
สาร DHA ในน้ำมันปลาช่วยบำรุงสมองได้อย่างไร ?
 ในประเทศญี่ปุ่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา  มีผลงานวิจัยแสดงผลอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยสาร DHA จะช่วยบำรุงสมองให้ทำงานดีขึ้น  DHA ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า Dendrite บริเวณของ Dendrite นี้จะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่าเซลล์สมองด้วยกัน  ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานเนื้อปลา

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

ชาเขียว มัทฉะ



ชาเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Camellia sinensis ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากมายหลายประการ โดยมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ (Active Health Component) ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) หรือเรียกกันทั่วไปว่า คาเทชิน (Catechins) ซึ่ง Catechins นี้จะมีปริมาณ 30-40 % ของส่วนที่เป็นของแข็งที่สามารถสกัดได้จากใบชาเขียวแห้ง

คาเทชินที่อยู่ในชาเขียว ประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate (EGCG), Epicatechin-3-gallate, Epicatechin, Epigallocatechin, Gallocatechin gallate and Catechin ในทั้งหมดนี้ สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ  อี จี ซี จี (EGCG)  ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg

EGCG นับได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ  ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และมีปริมาณมากที่สุด มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินซี และวิตามินอี 25-100 เท่า การรับประทานชาประมาณ 1 แก้วต่อวัน จะให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทาน แครอท บรอคเคอรี ผักโขม และสตรอเบอร์รี ในขนาดที่รับประทานในแต่ละมื้อ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายถึงประโยชน์ของสารสำคัญตัวนี้ อาทิเช่น 
•    ช่วยลดความอ้วน ด้วยกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (Stimulates Fat Oxidation) มีรายงานวิจัยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า EGCG ช่วยเพิ่มกระบวนการ การเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน และมีรายงานการทดลองในคนแล้วว่า ช่วยลดความอ้วนได้  นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ทำในคนไทย โดยแบ่งผู้ที่น้ำหนักเกินเป็นสองกลุ่ม ได้รับสารสกัดชาเขียว และยาปลอม กลุ่มที่ได้รับชาเขียวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7, 5.1 และ 3.3 ก.ก. ในสัปดาห์ที่ 4, 8  และ 12 ของการวิจัย
•    ช่วยลดไขมันในเลือด แม้จะลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่ดีรองรับสองงานวิจัย ในงานวิจัยแรก พบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงการดื่มชาในปริมาณปานกลางหรือปริมาณมาก ร่วมด้วย จะลดปริมาณ ไขมันในเลือดชนิด ไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 6 ชั่วโมงหลังทานอาหารและดื่มชา โดยลดการเพิ่มระดับของไขมันชนิด ไตรกลีเซอรไรด์ในเลือดได้ถึง 15.1-28.7%  อีกงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาประมาณ สองถ้วยต่อวัน สามารถลดไขมันในเลือดชนิดโคเลสเตอรอลลงได้เล็กน้อย (119.9 เป็น 106.6 มก./ดล.)  แต่ก็มีนัยสำคัญทางคลินิก
•    ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน มีรายงานวิจัยว่า  สารสำคัญในชาเขียว สามารถลดการหดเกร็งของเส้นเลือดฝอย ลดการเกิดตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดฝอย ทำให้ลดอุบัติการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Myocardial Infarction) และอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดตีบตัน (Stroke) นอกจากนี้ EGCG ยังเป็นตัวยับยั้งการเกิด การสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล  ทำให้ลดการเกิด การสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิด เส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis)  และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary Atherosclerosis)  ในงานวิจัยในสัตว์ทดลองยังลดการเกิดเส้นเลือดในปอดตีบตัน (Pulmonary Thrombosis) อีกด้วย ส่งให้เป็นผลดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ ไม่นานนี้มีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในคนญี่ปุ่น พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว จะลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมองทั้งโรคเส้นโลหิตในสมองแตก (Cerebral hemorrhage) และเส้นเลือดสมองตีบ  (Cerebral infarction) ได้จริง 
•    ต่อต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านมะเร็ง (Antioxidant and Anticancer) ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก จากการวิเคราะห์งานวิจัยที่เชื่อถือได้ของ Cochrane Database ตีพิมพ์ล่าสุด จำนวน 51 งานวิจัยทั่วโลก แม้จะมีจำนวนงานวิจัยที่จำกัด พบว่าการดื่มชาเขียว ลดอุบัติการณ์เกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น  มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงชาเขียวญี่ปุ่นแล้ว สามารถแบ่งแยกออกได้เป็นหลายเกรด เช่น
•    Gyokuro เป็นชาเขียวญี่ปุ่นที่ถือได้ว่า เป็นชาชั้นสูงที่สุด ซึ่งต้องปลูกภายใต้การดูแลเป็นพิเศษ เป็นใบชาที่ได้จากการปลูกแบบประคบประหงม ภายในร่มก่อนที่จะเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด ชื่อของ Gyokuro สื่อถึงสีเขียวอ่อนของน้ำชาที่ชงออกมาแล้ว
•    มัทฉะ (Matcha) เป็นชาที่ต้องปลูกภายใต้การดูแลเป็นพิเศษเหมือนกับ Gyokuro กล่าวคือ หลังจากที่ใบชาเริ่มแตกยอดนั้นจะไม่ให้ยอดใบชาถูกแสงแดด ทำให้ชลอการเติบโตของใบชา เป็นผลทำให้ใบชามีสีเขียวเข้มขึ้น มีการสร้างกรดอะมิโนซึ่งทำให้ใบชามีรสหวานขึ้น แล้วเลือกเก็บเกี่ยวเฉพาะใบชาที่ดีที่สุดด้วยมือ หลังจากนั้นแล้วใบชาที่ม้วนงอเป็นปกติ ก็จะถูกจัดเกรดเป็น Gyokuro ส่วนใบชาที่แผ่ออกเป็นใบ ก็จะไปอบ แล้วป่นออกเป็นผง ซึ่งจะเรียกชาส่วนนี้ว่า เทนฉะ (tencha) จากนั้นจะนำไปบดให้เป็นผงละเอียดด้วยครกหิน จนมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายแป้ง มีสีเขียวอ่อนๆ ก็จะได้มัทฉะ
•    เซนฉะ (Sencha)  เป็นชาเขียวชนิดที่นิยมดื่มกันทั่วไปในญี่ปุ่น ได้จากใบชาที่แตกยอดครั้งแรก และครั้งที่ 2  เซนชะเป็นชาที่ผลิตและดื่มกันแพร่หลายคิดเป็น 80% ของปริมาณการผลิตชาทั้งประเทศ  
•    โคนะฉะ (Konacha) ผลิตจากใบชาส่วนที่เหลือจากการทำ Gyokuro หรือ เซนฉะ ราคาจะถูกกว่า และนิยมใช้ในร้านขายซูชิ
•    บังฉะ (Bancha)เป็นชาเกรดรองลงมาจากเซนฉะ ได้จากใบชาที่แตกยอดครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ในช่วงระหว่างฤดูร้อน ถึงฤดูใบไม้ร่วง
นอกจากนี้ยังมีชาอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น โฮจิฉะ (Hojicha)ฟงมัทซึฉะ (Funmatsucha) ฯลฯ

ดังนั้นเมื่อพูดถึงมัทฉะแล้ว ก็จะหมายถึงใบชาญี่ปุ่นชั้นดีที่บดละเอียด และเป็นชาที่ถูกนำไปใช้ในพิธีชงชาของประเทศญี่ปุ่น มีพิธีการ อุปกรณ์ และวิธีชงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากข้อมูลกระบวนการผลิตมัทะดังกล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า มัทฉะเป็นใบชาบดผง ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในพิธีชงชาก็จะใช้ผงมัทฉะมาละลายเลย ดังนั้นการดื่มมัทฉะจึงเป็นการรับประทานใบชาทั้งใบ ต่างจากการดื่มชาแบบอื่นที่จะใช้ใบชาชงกับน้ำร้อน แล้วดื่มเฉพาะน้ำชา ส่วนกากใบชาก็จะถูกทิ้งไป


ปัจจุบันนี้ ได้มีการประยุกต์นำ มัทฉะ มาทำเป็นเครื่องดื่มร้อนปรุงสำเร็จ โดยนำผงมัทฉะมาผสมกับน้ำตาล นม และครีมเทียมบรรจุอยู่ในซอง เวลาจะรับประทาน ให้ชงกับน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันก็จะได้ชาเขียวมัทฉะชงร้อนที่มีรสชาติของ มัทฉะ ออกเข้ม ขมเล็กน้อย (ขมแบบชา)  ผสมกับความหอมหวานของนม น้ำตาล และครีมเทียม กลายเป็นชาเขียวร้อนที่มีกลิ่นที่หอม รสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีตะกอนอยู่บ้างเนื่องจากเป็นการรับประทานใบชาทั้งใบ นับได้ว่าเป็นอีกวิถีทางหนึ่งในการดื่มชาเขียว ที่ง่าย สะดวก ได้ประโยชน์จากชาเขียวทั้งหมด นอกจากนี้ อาจมีการเติมสารอาหารอื่นๆที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ซีลีเนียม ซึ่งตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร อนุญาตให้แสดงข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของซีลีเนียมว่า ซีลีเนียมมีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ
 
อย่างไรก็ตามเนื่องจากมัทฉะ คือชาซึ่งมีคาเฟอีนเป็นองค์ประกอบอยู่  คล้ายกาแฟ จึงมีข้อห้ามข้อควรระวัง เหมือนกาแฟทั่วๆไป เช่นกัน  เนื่องจาก คาเฟอีนจะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง และการเต้นของหัวใจ  จึงควรระวัง และห้ามรับประทานในผู้ป่วยไทรอยด์  ในระยะที่มีอาการ ใจสั่น นอนไม่หลับ  แต่เมื่อคุมอาการของไทรอยด์ได้แล้ว ก็จะรับประทานได้  และไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ใจสั่น รวมถึงผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน  และโรคหัวใจเต้นเร็ว หรือผิดจังหวะด้วย 


สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว