ตับ อวัยวะสำคัญที่หลายคนลืม


ตับ อวัยวะสำคัญที่หลายคนลืม


การใช้ชีวิตของคนเมืองในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความกดดัน และความเครียด ทำให้หลายคนใช้เงินซื้อความสุขในเวลาสั้นๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เป็นต้น แต่หารู้ไม่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุขเพียงชั่วขณะนั้น ต้องแลกมากับอันตรายถึงชีวิตกันเลยทีเดียว เพราะเราอาจลืมนึกไปว่า ผลเสียที่เกิดกับอวัยวะสำคัญในร่างกายอย่าง ตับ จะเป็นอย่างไร ในระยะยาวตลอดชั่วชีวิตของเขา

หลายคนหลงลืม หรือไม่ทราบว่า ตับ สำคัญกับร่างของเราอย่างไร ตับมีหน้าที่ช่วยเผาผลาญอาหาร กำจัดสารพิษในร่างกาย และรักษาระบบสมดุลเลือดตลอดชั่วอายุขัยของเรา อย่าลืมว่า ชีวิตนี้เรามี ตับ เพียงหนึ่งเดียว เสียแล้ว เสียเลยซ่อมไม่ได้

หากคุณหรือคนที่คุณรัก มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการที่ตับถูกทำลาย เช่นสูบบุหรี่จัด ดื่มสุราเป็นอาจิณ พฤติกรรมแบบนี้จะทำให้คนๆ นั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบ เพราะโรคตับอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว การที่เซลล์ตับถูกทำลายจากแอลกอฮอล์ สารเคมีจากบุหรี่ หรือยาต่างๆ ก็เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญเช่นกัน โดยอาการผู้ป่วยโรคตับอักเสบที่ควรสังเกต คือ  มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ตัวเหลือ ตาเหลือง ถ้ามีอาการแบบนี้ควรปรึกาาแพทย์ด่วน

นอกจากการพยายามสารก่อโรคแล้ว ยังมีสมุนไพรบางชนิดที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ตับ และขับสารพิษออกจากร่างกายเราได้ด้วย เช่น

อาร์ทิโชก



อาร์ทิโชกถือเป็นผักมหัศจรรย์ เพราะอุดมด้วยสารอาหารบำรุงตับ ไต และถุงน้ำดี รวมทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น โดยมีสรรพคุณ คือ
  • ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) เพราะมีฟลาโนวอยด์ที่ช่วยบำบัดอาการตับอักเสบเรื้อรัง
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพในการขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมันในเลือด
  • เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก และช่วยให้ระบบการย่อยอาหารมีประสิทธิภาพที่ดี

แดนดิไลออน



แดนดิไลออนเป็นพืชล้มลุกในเมืองหนาว มีสารสำคัญที่ชื่อว่า ทาราซาซิน (Taraxasin) ซึ่งช่วยบำรุงการทำงานของตับ ในการขับสารพิษออกจากร่างกาย

กิฟฟารีน อาร์ทิโชกแดนดี

กิฟฟารีน อาร์ทิโชก แดนดี

สาหร่ายสไปรูไลน่า



สาหร่ายสไปรูไลน่าเป็นแหล่งโปรตีนสมบรูณ์แบบที่เพียบพร้อมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 8 ชนิด โดยเฉพาะกรดอะมิโนเมไธโอนินที่สามารถช่วยบำรุงตับ เมื่อได้รับสารพิษ

กิฟฟารีน สาหร่ายสไปรูลิน่า

กิฟฟารีน สาหร่ายสไปริน่า


ช่วยกันถนอมตับของเราก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนที่จะไม่มีตับให้ใช้ในอนาคตข้างหน้า

วิตามินและสารอาหารสำหรับเด็ก

สมอง มีบทบาทสำคัญในการควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย รวมถึงการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ และการเคลื่อนไหว
ดวงตา ส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้
ระบบภูมิคุ้มกัน คือ ระบบที่คอยปกป้องร่างกายของเราจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อาจเข้ามาทำอันตรายร่างกายเราได้ เช่น เชื้อโรคชนิดต่างๆ
ทางเดินอาหาร มีหน้าที่หลักในการย่อยอาหาร และดูดซึมอาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกาย สร้างสารที่จำเป็น ทำลายสารพิษ และขับถ่ายกากอาหารออกจากระบบทางเดินอาหาร
กระดูกและฟัน เป็นอวัยวะที่ประกอบขึ้นเป็นโครงร่างที่แข็งภายในร่างกาย โดยกระดูกมีหน้าที่หลัก คือ การค้ำจุนโครงสร้างร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุ และการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

สารอาหารจำเป็นต่อเด็กวัยเจริญเติบโต

สารอาหารมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กในทุกๆ ด้าน เพราะการที่เด็กจะมีร่างกายแข็งแรง และเจริญเติบโตสมวัยนั้น จำเป็นจะต้องได้สารอาหารครบถ้วนที่ร่างกายต้องการ โดยควรวางแผนให้เด็กได้รับสารอาหารที่สมดุลระหว่างพลังงานจากแคลอรี่ คุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ เพื่อให้เด็กพัฒนาการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายและสมอง สารอาหารจำเป็นในเด็ก ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม เหล็ก วิตามิน ดีเอชเอ เป็นต้น

การขาดสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งจากความบกพร่องของการบริโภคอาหาร จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายของเด็กอันจะนำไปสู่โรคขาดสารอาหาร ยิ่งในเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต คือ อายุระหว่างแรกเกิดจนถึง 5 ปี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการในอนาคต แล้วยิ่งเป็นปัญหามากที่สุด การขาดสารอาหารในวัยเด็กจะทำให้เกิดความชะงักของการเจริญเติบโต เด็กจะมีร่างกายแคระแกร็น ส่งผลกระทบต่อระบบสมองที่เจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานของสมองจะรับรู้ได้ช้าลง เฉื่อยชา ขาดความสามารถในการใช้อวัยวะที่สัมพันธ์กัน เช่น ความสัมพันธ์ของการทำงานระหว่างมือและตา ระบบประสาทจะพัฒนาได้ช้า นอกจากนี้เด็กที่ขาดสารอาหารมักมีสุขภาพไม่แข็งแรง มีระดับภูมิต้านทานต่ำ และเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ ได้ง่าย

สมอง



วิตามินบี วิตามิน บี-คอมเพล็กซ์ หรือวิตามินบีรวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อระบบประสาท และความสมบรูณ์ของอวัยวะต่างๆ ช่วยบำรุงร่างกาย ผิวหนัง และระบบประสาท 

วิตามินบีรวม ประกอบด้วย

  • วิตามินบี 1 (Thiamine) 
  • วิตามินบี 2 (Rlboflavin)
  • วิตามินบี 3 (Nlacin)
  • วิตามินบี 5 (Pantothenic acid)
  • วิตามินบี 6 (Pyridoxin)
  • วิตามินบี 12 (Cyanocbalamin)
  • กรดโฟลิค (Falic acid)
  • โคลีน (Choline)
  • อิโนซิทอล (Inasital)
  • ไบโอติน (Biotin)

วิตามินบี วิตามินสำคัญต่อระบบประสาททั่วร่างกาย

โคลีน (Chooline)

เป็นวิตามินสำคัญที่พบในนมแม่ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท เพื่อให้การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทและอวัยวะต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โคลีนยังเป็นโครงสร้างหลักของเซลล์สมอง ช่วยพัฒนาด้านการเรียนรู้ และประสิทธิภาพความจำ


โคลีน วิตามินจำเป็นต่อพัฒนาการการเรียนรู้และจดจำ

ดีเอชเอ (DHA)

คือ กรดไขมันตระกูลโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเซลล์สมองและประสาทตา จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของสมองและการทำงานของสายตา ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นมาเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เช่น ปลาทะเล ผลิตภัณฑ์ทางทะเล สาหร่ายทะเล เป็นต้น

ดีเอชเอ กรดไขมันสำคัญเพื่อการเสริมสร้างเซลล์ประสาทและสมอง

โปรตีน 

เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และบำรุงรักษาเซลล์ทุกชนิดของร่างกาย รวมทั้งเซลล์ประสาทด้วยเช่นกัน เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนให้เซลล์ต่างๆ ได้ดูดซึม แหล่งของโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ และธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง เป็นต้น

โปรตีน สารอาหารจำเป็นในการเจริญเติบโต

ดวงตา


ลูทีน (Lutein)

เป็นสารธรรมชาติที่มีในพืชผัก ผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ และพบได้ในบริเวณดวงตา ตรงบริเวณเลนส์ตา และจอรับภาพของตาในธรรมชาติแล้ว ดดยเฉพาะในบริเวณจุดรับภาพของจอตา ลูทีนจะทำหน้าที่ช่วยกรอง หรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย โดยการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงทำหน้าที่บำรุงตา ทำให้จอตาไม่เสื่อมเร็ว พืชผักที่มีสารลูทีน โดยมากมักจะเป็นผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม เช่น ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขม เป็นต้น

วิตามินเอ

มีประโยชน์ต่อดวงตาอย่างมาก ช่วยในเรื่องการมองเห็น โดยไปร่วมใช้ในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืน หรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้

ลูทีนและวิตามินเอ อาหารเพื่อดวงตา

ระบบภูมิคุ้มกัน


เบต้า กลูแคน (Beta Glucan)

เป็นสารจำพวกโพลีแซคคาไรด์ พบได้ในผนังเซลล์ของยีสต์ เห็ดรา ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์ เบต้า-กลูแคน ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว และพร้อมใช้งานเสมอในการต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการต่างๆ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นเมื่อไม่สบาย

เบต้า-กลูแคนจากเบเกอร์ยีสต์

เป็นเบต้า-กลูแคนที่สกัดบริสุทธิ์ ซึ่งมีผลวิจัยรับรองว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยลดอาการอันเกิดจากการติดเชื้อโดยรวมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ จาม

เบต้า-กลูแคน เกราะป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

วิตามินซี

ช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮีสตามีน ซึ่งจะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมีวิตามินซีอย่างเพียงพอก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืดได้ รวมทั้งยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซีช่วยให้ร่างกายซ่อมแซม และรักษาตัวเอง ด้วยการไปเสริมสร้างผนังเซลล์ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบด้วย

วิตามินซี วิตามินป้องกันโรคหวัด

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients)

หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ พบเฉพาะในผักผลไม้ชนิดต่างๆ ที่มีสี เช่น มะเขือเทศ แครอท บล็อคโคลี่ เป็นต้น ไฟโตนิวเทรียนท์มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย โดยทำหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมากเกินไปในร่างกาย ป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย ส่งเสริมสุขภาพเซลล์ให้แข็งแรง รวมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีน เอนไซน์ หรือกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนการสื่อประสาท ช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างสมบรูณ์แข็งแรง และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวม

ประโยชน์ของไฟโตนิวเทรียนท์

  1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
  2. ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย
  3. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น
  4. ต่อต้านการอักเสบในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  5. ควบคุมการเจริญเติบดตของเซลล์ในร่างกาย

ไฟโตนิวเทรียนท์ สารสกัดจากพืชที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

กระดูก


แคลเซียม (Calcium)

มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความยาวของกระดูก และทำให้ฟันแข็งแรง รวมทั้งช่วยในการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นปฏิกิริยาโต้ตอบของระบบประสาทสัมผัส พบมากในปลาไส้ตัน ถั่วเหลือง เมล็ดพืชต่างๆ และนมที่มีแคลเซียมสูง แคลเซียมจึงสำคัญมากต่อเด็กที่กำลังเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงปีทอง (Growth Spurt) ที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หากขาดแคลเซียมในช่วงนี้ ก็จะทำให้เติบโตได้ไม่เต็มที่ แต่หากร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้มีส่วนสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6 - 11 ซม./ปี

Growth Spurt

  • ในชาย อายุ 10 - 16 ปี
  • ในหญิง อายุ 9 - 13 ปี หรือก่อนมีประจำเดือน
เด็กในช่วงปีทองจึงควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,200 มก. หรือดื่มนมให้ได้วันละ 5 - 6 แก้ว

แคลเซียม แร่ธาตุสำคัญเพื่อการเจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบรูณ์

ระบบทางเดินอาหาร


โอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose)

เป็นพรีไบโอติกส์ชนิดหนึ่ง คือ ใยอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ถูกย่อยสลาย และดูดซึมในลำไส้เล็กแต่จะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ และมีส่วนช่วยเสริมให้มีการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) โดยไม่ส่งเสริมให้เกิดเชื้อก่อโรคแต่อย่างใด ทำให้เกิดภาวะสมดุลในระบบทางเดินอาหารช่วยให้ระบบขับถ่ายดี และไม่สะสมสารพิษไว้ตามผนังลำไส้

ประโยชน์ของโอลิโกฟลุคโตส

  1. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีกลไกช่วยป้องกัน มะเร็งในลำไส้ใหญ่
  2. ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้
  3. ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  4. ช่วยควบคุมและจำกัดปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์ในร่างกาย
  5. ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย เป็นต้น
  6. ช่วยเพิ่มก่รดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

โอลิโกฟลุคโตส ปรับสมดุลระบบขับถ่าย ลดภาวะท้องเสียและท้องผูก


5 เทคนิคลดอ้วนให้ได้ผล


5 เทคนิคลดอ้วนให้ได้ผล


1. เพิ่มปริมาณการทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงให้มากขึ้น 

ลดแป้งและไขมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะกากใยเหล่านี้นอกจากจะทำให้อิ่ม ยังมีบทบาทในการขัดขวางการดูดซึมไขมันได้อีกด้วย ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น เพราะน้ำมีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

2. ดื่มชาเขียวแบบไม่ใส่น้ำตาลหลังมื้ออาหาร 


เพราะสารสกัดจากชาเขียว หรือ อีจีซีจี มีคุณสมบัติในการเร่งการเผาผลาญไขมันได้ดี ช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แต่สำหรับผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน เช่น ดื่มชาแล้วใจสั่น นอนไม่หลับ แนะนำให้ดื่มแบบเจือจาง และดื่มเฉพาะมื้อกลางวีนเท่านั้น นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระจึงมีผลต่อการลดความเสี่ยงและกำจัดเวลล์มะเร็งได้ด้วย

3. เพิ่มการออกกำลังกายแบบ Weight Training 



เพื่อช่วยให้คุณรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ เพราะกล้ามเนื้อเป็นแหล่งสำคัญในการเผาผลาญพลังงาน โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อยังคงเผาผลาญอย่างต่อเนื่องได้ยาวนานกว่าการออกกำลังกายแบบ Aerobic เช่น การวิ่ง หรือปั่นจักรยาน จึงเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนัก และดูแลรูปร่างในระยะยาว

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลสูง 


หากรับประทานมากเกินความจำเป็น ร่างกายก็เลือกที่จะเก็บสะสมเอาไว้ในรูปแบบของไขมัน  สำหรับใช้เป็นพลังงานสำรองเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่หากหลีกเลี่ยงได้ยาก ลองหันมาควบคุมการดูดซึมอาหารเหล่านี้ให้น้อยลงด้วยตัวช่วยที่มีความปลอดภัย เช่น สารสกัดจากกระบองเพชร หรือสารสกัดจากถั่วขาว และถั่วเหลือง ในระหว่างที่รับประทานอาหารอยู่ก็ได้

5. ไม่ควรงดอาหาร 



แต่ให้ลดปริมาณอาหาร และเปลี่ยนเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำแทน หรืออาจเลือกใช้สารสกัดจากหัวบุก เป็นตัวช่วยทำให้อิ่มท้อง และรับประทานอาหารได้น้อยลง

สิว



สิว

สิวไม่ได้คอยกวนใจเฉพาะในวัยรุ่นเท่านั้น หลายคนต้องเผชิญกับสิวมากกว่า 20 - 30 ปี คือเริ่มตั้งแต่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วัยกลางคน นั่นก็เพราะสาเหตุหลักของการเกิดสิว มักมาจากความไม่สมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย แต่ถ้าเราเข้าใจ และรู้จักการดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธี ปัญหาสิวจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสิวกันดีกว่า ว่าอะไรคือสาเหตุทำให้เกิดสิว ประเภทของสิว ตลอดจนวิธีการป้องกัน และการกำจัดสิว

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว?

ความคิดที่ว่าสิวเกิดจากสิ่งสกปรกนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะจริงๆ แล้ว สิวเกิดมาจากหลายสาเหตุ โดยอาจแบ่งสาเหตุของสิวเป็น 2 ปัจจัย ดังนี้
  1. ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรัง และคุณลักษณะของผิว ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก
  2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอกร่างกายของเราเอง เช่น ยา เครื่องสำอาง สภาพแวดล้อม สังคม แสงแดด อุณหภูมิ ความสะอาด และอาหาร ซึ่งปัจจัยภายนอกนี้ เราสามารถควบคุมได้
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิวก็คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งมีอยู่มากในเพศชาย ฮอร์โมนชนิดนี้จะเป็นตัวการทำให้ต่อมไขมันขยายใหญ่ ผลิตน้ำมันออกมามาก และเมื่อรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายในรูขุมขนก็จะเกิดการอุดตัน และเกิดสิว เมื่อสิวเจอกับเชื้อ Propionibacterium acnes (P.acnes) ก็จะเกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งการอักเสบนี้ เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทั่วไปฮอร์โมนของเราจะสูงสุดในช่วงวัยรุ่น ดังนั้นเราจะสังเกตเห็นว่า เด็ก และคนชรา ซึ่งเป็นวัยไร้ฮอร์โมน หรือมีฮอร์โมนน้อยไม่ค่อยมีสิว

สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

เราอาจแบ่งสิวได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
  1. สิวชนิดไม่อักเสบ หรือสิวอุดตัน ได้แก่ สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด (Closed Comedo) สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด (Opened Comedo) สิวเสี้ยน โดยสิวพวกนี้มักรักษาได้ด้วยการใช้สารช่วยผลัดเซลล์ผิว
  2. สิวชนิดอักเสบ มีหลายชนิด ตามลักษณะของสิว เช่น สิวหัวหนอง (Pustules) สิวนูนแดง (Papules) สิวหัวช้าง (Nodules) เป็นต้น สิวพวกนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอในการรักษา

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันและรักษาสิวได้?

สิวส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง โดยอาจทิ้งร่องรอยไว้ และรอยจากสิวก็สามารถหายเองได้เช่นกัน แต่อาจต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การใช้ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือต่างๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบ และทำให้สิวหายเร็วขึ้น โดยเราอาจแบ่งการรักษาสิวเป็น 2 ประเภท คือ
  1. การรักษาโดยใช้ยา ซึ่งก็จะมีทั้งยาทา และยารับประทาน
  2. การรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ เครื่องสำอาง และอาหารเสริม
ส่วนประกอบในเครื่องสำอาง และอาหารเสริมเพื่อผู้ที่มีปัญหาสิว เช่น
  • วิตามินซี ซึ่งช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว กระชับรูขุมขน ลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยลดเลือนรอยดำจากสิว เนื่องจากวิตามินซีมีความไวต่อแสง และอุณหภูมิมาก ดังนั้น เราจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีที่มีความคงตัวสูง
  • ไตรโคลซาน (Triclosan) ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
  • สารสกัดจากเปลือกไม้อีแนนเชีย ช่วยลดความมันส่วนเกิน และกระชับรูขุมขน
  • บีเอชเอ ช่วยผลัดเซลล์ผิว ละลายหัวสิว ทำให้มีการเร่งการสร้างผิวใหม่ทดแทนผิวเก่า ทั้งยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอาจมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย

Tips สำหรับผู้ที่เป็นสิว

  1. ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและตอนเย็น ถ้ามีกิจกรรมพิเศษ เช่น ออกกำลังกาย อาจเพิ่มการล้างหน้าอีกครั้ง (ด้วยน้ำเปล่า)
  2. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือน้ำร้อนล้างหน้า ควรล้างด้วยน้ำธรรมดา แล้วอาจล้างน้ำสุดท้ายด้วยน้ำเย็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระชับรูขุมขน
  3. ใช้โฟม หรือเจลล้างหน้า และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้เป็นสิวโดยเฉพาะ
  4. ไม่ควรใช้ครีมบำรุงหลายตัวเกินไป เพราะอาจเพิ่มความมัน และก่อให้เกิดสิวได้
  5. สัมผัสผิวหน้าอย่างเบามือ ไม่ขัด ไม่ถู
  6. ไม่แกะ หรือบีบสิวโดยเด็ดขาด

รับมือสิวด้วย ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวของกิฟฟารีนมีให้เลือกหลากหลายกลุ่ม ตามคุณลักษณะ และสภาพผิว ให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

Idol Stay-C 50 Acne Care Foam  
Acne Foam หรือ Acne Gel (ผิวธรรมดา หรือ ผิวแห้ง) 
Pattrena Acne Foam 

โลชั่นปรับสภาพผิว

Idol Stay-C 50 Acne Care Toner
 
Balancing Toner 

ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาสิว

ชุดแอคทีฟยัง

  1. โลชั่นแต้มสิว เช็ดบริเวณที่เป็นสิว หรือทั่วใบหน้า
  2. ครีมแต้มสิว ทาบางๆ บริเวณหัวสิวอักเสบ
  3. ไวท์เทนนิ่งครีม ทาบริเวณรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิว
  4. ครีมฟื้นฟูสภาพผิว สำหรับสิวเสี้ยน และแผลหลุมสิว ทาบางๆ ทั่วใบหน้า ก่อนนอน
  5. แป้งตลับทาสิว (ตอนเช้า)

ชุดไอดอล

  1. สปอท แอคเน่ แคร์ เจล แต้มบริเวณหัวสิวอักเสบ
  2. แอคเน่ แคร์ ไวท์เทนนิ่ง ครีม ทาบางๆ บริเวณที่สิวเริ่มหายอักเสบแล้ว

ชุดแพททรีน่า 

บีเอชเอ แอคเน่ ครีม สิวหัวดำ สิวเสี้ยน สิวอุดตัน และรอยแผลจากสิว

หากปฏิบัติตามคำแนะนำนี้แล้ว สิวยังไม่หาย หรือลดลงสักที คงต้องลองปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพราะสิวที่เป็นอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบฮอร์โมน เป็นต้น
กิฟฟารีน อยากให้คุณสวยอย่างที่คุณอยากเป็น

สาหร่ายสไปรูลิน่า



สาหร่ายสไปรูลิน่านับเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีสารอาหารหลากหลายมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก เป็นแหล่งของโปรตีนสมบูรณ์แบบที่เพียบพร้อมไปด้วยกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด (กรดอะมิโนเอสเซนเซียล ,ไอโซลิวซีน , ลิวซีน, เมไธโอนีน , เฟนนิลอะลานีน , ทรีโอนีน , วาลีน) และอื่นๆ อีก 10 ชนิด โปรตีนสมบูรณ์เหล่านี้อยู่ในรูปที่ย่อยง่าย ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว สาหร่ายสไปรูไลน่ายังมีกรดไขมันที่จำเป็นและเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก และโฟลิค แอซิด (Folic Acid) ชั้นดี ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง สาหร่ายสไปรูไลน่ายังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราของร่างกายและลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน, วิตามิน อี, สังกะสีและซีลิเนียม ซึ่งยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดอีกด้วย สาหร่ายสไปรูไลน่าเป็นสารอาหารจากพืช เป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ทานเจและมังสวิรัติ เพราะมีโปรตีนสูงและมีวิตามินที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง (ซึ่งอาจจะพบได้ในผู้ที่รับประทานอาหารเจและมังสวิรัติ)
คุณค่าทางโภชนาการเมื่อเทียบกับอาหารอื่น
- มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อวัว 3-4 เท่า มากกว่าไข่ 4 ถึง 5 เท่า
- มีกรดอะมิโนทั้ง 8 ชนิด ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ครบถ้วน
- มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามิน เอ ที่มีมากกว่าแครอทถึง 20-25 เท่า
- มีวิตามินและเกลือแร่อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เมื่อเทียบต่อน้ำหนักกับอาหารชนิดอื่น
- มีวิตามิน บี1 มากว่าผัก ผลไม้ และสัตว์บางชนิดเกือบ 1100 เท่า
- มีวิตามิน บี2 มากกว่าอาหารอื่นๆ 5-20 เท่า
- มีวิตามิน บี12 ซึ่งช่วยเสริมสร้างความจำ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง คนส่วนมากบริโภควิตามิน บี12 จากตับสัตว์เท่านั้น แต่ในสาหร่ายสไปรูไลน่ามีวิตามิน บี12 มากกว่าที่จะพบในตับของวัวถึง 2.5 เท่า ดังนั้น นอกเหนือจากเป็นอาหารสมองที่ดีแล้ว ยังเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคอาหารเจและมังสวิรัติ
- มีกรดแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma Linolenic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญในการช่วยลดคลอเรสเตอรอลในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

สาหร่ายสไปรูไลน่ามีผลต่อร่างกายของเราอย่างไร
1. ต้านเชื้อไวรัสหลายชนิด (Antiviral) และลดการก่อมะเร็ง (Antimutagenic)
2. ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
3. ลดไขมันในเลือดได้ทั้งคลอเลสเตอรอลไตรกลีเซอไรด์ อย่างมีนัยสำคัญ
4. มีสารเบต้าแคโรทีน ไฟโคไชยานิน และคลอโรฟิลซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง มีงานวิจัยว่าสามารถลดการเกิดมะเร็งในช่องปาก ในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งชนิดนี้
5. มีกรดอะมิโนเมไธโอนิน ช่วยบำรุงตับและสามารถลดความเป็นอันตรายต่อตับเมื่อได้รับสารพิษ
6. มีความปลอดภัยสูง ได้มีการวิจัยความเป็นพิษและผลต่อการตั้งครรภ์ในสัตว์ทดลองและพบว่าปลอดภัย 

สตรีตั้งครรภ์



อายุครรภ์ต่ำกว่า 4 เดือนควรงดอาหารเสริมทุกชนิด

อายุครรภ์เกิน 4 เดือน แนะนำ

น้ำมันปลา 

โคลีน วิตามินบี
 

อายุครรภ์ 6 เดือน ควรได้รับ

วิตามินรวม และเกลือแร่
 

แคลเซียม
 
น้ำลูกพรุน (ในกรณีที่มีอาการท้องผูก ในระยะครรภ์แก่)
 
สตรีมีครรภ์ทุกระยะ ควรงดสมุนไพรทุกชนิด

วิตามินที่ละลายในน้ำ



วิตามินเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเรา เพราะแม้ว่าร่างกายต้องการวิตามินไม่มากนัก แต่ก็ขาดไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ถ้าขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน  ถ้าขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา ถ้าขาดวิตามินเอ จะทำให้ไม่สามารถมองเห็นในที่มืด เป็นต้น
นักวิชาการแบ่งวิตามินออกเป็น 2 ชนิดตามคุณสมบัติของวิตามิน ชนิดแรกคือวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายจะนำวิตามินไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำเป็นตัวพาไป ได้แก่ วิตามินบีรวม และวิตามินซี
วิตามินอีกชนิดหนึ่งคือ วิตามินที่ละลายในน้ำมัน   วิตามินชนิดนี้ ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำมันเป็นตัวนำ วิตามินในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
วิตามินบีรวมประกอบด้วยวิตามินบีหลายตัว ที่รู้จักแพร่หลายคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 โฟเลต และไนอะซิน วิตามินกลุ่มนี้ แม้ว่าจะบริโภคเกินความต้องการในแต่ละวัน ก็จะไม่มีอันตราย เนื่องจาก ร่างกายจะไม่สะสมให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เนื่องจากวิตามินกลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ เมื่อได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะขับออกเองได้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำบัญชี แสดงปริมาณของวิตามินที่ละลายในน้ำที่แนะนำให้ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes หรือThai RDI) รวมถึงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของของวิตามินที่ละลายในน้ำแต่ละตัว ตามรายละเอียดในตารางที่ 1

ตารางที่ 1: แสดงปริมาณของวิตามิน ที่ละลายในน้ำที่แนะนำให้บริโภคต่อ 1 วันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร ของวิตามินที่ละลายในน้ำ

นอกจากนี้โคลีน (Choline) ซึ่งเป็นสารอาหารอีกตัวที่ละลายในน้ำ และมักจะถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับวิตามินบีรวม โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่นๆอีกหลายอย่าง ปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่ เพศชาย และ หญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ
วิตามินเหล่านี้ มีอยู่ในอาหารต่างๆอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะรีบเร่งในชีวิตประจำวันส่งผลทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนั้นโอกาสที่จะได้รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่จึงเป็นไปได้ยาก เช่น ผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ช่วงเช้ารีบเร่งจนไม่ได้รับประทานอาหารเช้า กลางวันก็มักจะรับประทานอาหารจานเดียว เป็นต้น

ดังนั้น ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันให้ไม่ขาดสารอาหารเหล่านี้คือ รับประทานเครื่องดื่มที่มีการเติมสารอาหารเหล่านี้ลงไป หรืออาจรับประทานในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์ที่เป็นยา เนื่องจากจะมีปริมาณของวิตามินสูงมาก ซึ่งทั่วๆไปนั้น มักจะใช้รักษาผู้ป่วยที่แสดงอาการ ของการขาดวิตามินแล้วเท่านั้น

กิฟฟารีน ซื้อกิน ซื้อใช้ ได้เงินคืน