ขมิ้น กลูตาไธโอน วิตามินซี และวิตามินอี



ขมิ้น หรือ Turmeric ชื่อขมิ้นในประเทศไทยเรียกตามภาษาท้องถิ่นมีหลายชื่อคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง, ใต้) ขมิ้นหยอก, ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้นและหมิ้น (ตรัง, ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง ก าแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) 

ประวัติความเป็นมา 
         แหล่งกำเนิดที่แน่นอนของขมิ้นไม่เป็นที่รู้จัก แต่พบมากในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มาจาก ภาคตะวันตกของอินเดีย ขมิ้นเป็นพืชล้มลุกอยู่กลุ่มพืชจำพวกขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อเหง้ามีสีเหลืองอมส้ม หรือสีแสดออกแดง มีกลิ่นหอมและไม่มีเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ โดยจะทำการเลือกจากลูกผสมระหว่างขมิ้นป่า (Curcuma aromatica) พื้นเมืองอินเดียศรีลังกาและเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกและบางสายพันธุ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด 
         ขมิ้นมีการปลูกในอินเดียมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นที่รู้จักในประเทศจีนเมื่อประมาณ 700 ปี, แอฟริกาตะวันออก800 ปี และแอฟริกาตะวันตก 1,200 ปี ปัจจุบันมีการปลูกขมิ้นกันอย่างแพร่หลายในแถบประเทศเขตร้อนชื้น 
         ขมิ้นมีสรรพคุณทางยามาตั้งแต่อดีต ก่อนคริส์ตศักราช 250 ปี จากบันทึกการใช้ยาในเอเชียใต้, อ้างใน Treatises ภาษาสันสกฤตในทางการแพทย์ และใช้กันอย่างแพร่หลายในยาอายุรเวท และ Unani อายุรเวท Susruta ของเคท ในประเทศอินเดีย มีการบันทึกถึงการนำครีมที่มีขมิ้นเพื่อรักษาอาการของคนถูกที่วางยาพิษ แก้การอักเสบของแผลที่ผิวหนัง และบำรุงผิวพรรรณสำหรับผู้หญิง สำหรับศาสนาฮินดู ในพิธีแต่งงาน เจ้าสาวจะถูขมิ้นตามร่างกายของพวกเขา และกับทารกแรกเกิด โดยลูบบริเวณหน้าผากของพวกเขา เพื่อให้ผิวพรรณดูผ่องใส และแวววาวดูมีราศี ปราศจากสิ่งชั่วร้าย เหมือนในประเพณีไทยที่ผู้ชายที่กำลังบวชเป็นพระ จะใช้ขมิ้นในการขัดผิวในขั้นตอนการบวชนาค และพบว่าคนชนชั้นสูงในประเทศอินเดีย นำชิ้นส่วนของเหง้าของขมิ้น แช่ลงไปในน้ำเพื่อใช้ในอาบน้ำ มีรายงานว่าขมิ้นจะช่วยปรับโทนสีผิว หรือช่วยให้ผิวเนียน สว่างใส ผู้หญิงในแถบเอเชียจึงรู้ถึงสรรพคุณของขมิ้นเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังนิยมนำไปประกอบอาหารเพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหาร และเสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณ ทั้งยังป้องกันโรคมะเร็ง โดยจะพบว่าคนแถบตะวันออกโดยเฉพาะคนเอเชียจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคนแถบตะวันตก 

คุณประโยชน์ของขมิ้น  
          เหง้าขมิ้นชันประกอบด้วยสารสำคัญประเภทเคอร์คูมินอยด์เป็นสารสีเหลือง ประกอบด้วยเคอร์คูมิน, เดสเมทอกซี เคอร์คูมิน และบิสเดส เมทอกซีเคอร์คูมิน และน้ำมันหอมระเหย มีสีเหลืองอ่อน มีสารสำคัญคือ เทอร์เมอโรน และซิงจีเบอรีน นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีน และโมโนเทอร์ปีน อื่นๆ 
           ขมิ้นชันที่ดีต้องมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยจำพวกเคอร์คูมินอยด์คำนวณเป็นเคอร์คูมินไม่น้อยกว่า 5% โดยน้ำหนัก และ 6% โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก ตามลำดับตามมาตรฐานของตำรับยาสมนุไพรของประเทศไทย หรือไม่น้อยกว่า 3% และ 4% ตามลำดับ ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก 

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 
การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของขมิ้นชันมีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญพอสรุปได้ ดังนี้ 
     1. ฤทธิ์ลดการอักเสบผัวหนัง 
     2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและ antioxidant activity ของสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์ 
     3. ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์และต้านการเกิดมะเร็งจากการได้รับสารก่อมะเร็งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ 
     4. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 
     5. ฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก 

กลูตาไธโอน (Glutathione)
        กลูตาไธโอน (Glutathione) จัดเป็นสารประเภท Tripeptide ซึ่งประกอบด้วย กรดอะมิโน 3 ชนิด คือ Glutamine, Cysteine และ Glycine ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันการเสื่อมต่างๆ ของเซลล์ในร่างกาย  
        การรับประทานกลูตาไธโอนสามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กได้ แต่ส่วนที่อยู่ในทางเดินอาหารส่วนอื่นจะถูกย่อย สลายได้เป็นกรดอะมิโนต่างๆ คือ กลูตามีน  ซีสเทอีน และไกลซีน ซึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นกลูตาไธโอนได้ใหม่ภายในเซลล์ 
        กลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เนื่องจากมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการสร้างเม็ดสีเมลานินของผิวหนัง ที่ถูกสร้างขึ้นในหนังกำพร้าชั้นล่างสุด โดยถ้าร่างกายมีกลูตาไธโอนก็จะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตเมลานินและทำให้ผิวมีสีคล้ำ เพราะเมื่อเอนไซม์ Tyrosinase ถูกยับยั้งก็จะทำให้มีการสร้าง Pheonomelanin 

บทบาทของกลูตาไธโอนต่อผิว 
1. ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้น จุดด่างดำลดลง  
2. เป็นแอนติออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดรอยหิวย่นและทำให้ผิวเรียบเนียนใส นอกจากนี้ กลูตาไธโอน จะสามารถทำงานได้ดีเมื่อมีวิตามินซีและวิตามินอีร่วมด้วย 

วิตามินซี 
         วิตามินซีมีความสำคัญต่อกระดูกเยื่ออ่อนและผิวหนัง กล่าวคือ วิตามินซีจะช่วยร่างกายในการผลิตและรักษาระดับของสารคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เส้นเอ็นและผิวหนังที่กระจายอยู่ทั่วไปในโครงสร้างของร่างกาย 

วิตามินซีกับความสวยความงาม  
         วิตามินซีสามารถป้องกันอันตรายจากแสงยูวี  หากเราทาวิตามินซีก่อนออกแดดจะสามารถลดปัญหาผิวไหม้ บรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดด และพบว่าเมื่อทาร่วมกับวิตามินอีและครีมกันแดดที่มี Oxybenzone ก็จะสามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ดีขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากความชราของผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยมีการทดลองทาวิตามินซีที่ใบหน้าเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าทำให้เส้นริ้วรอยบางๆ จางหายไป ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น 
         วิตามินซียังมีความโดดเด่นในการผูกใจคนรักสวยรักงาม คือ ทำให้เม็ดสีเมลานินจางลง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ของผิวพรรณ ช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ในคนที่เป็นฝ้า กระ รอยดำ ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสเรียบเนียนและมีสุขภาพดีขึ้น และยังช่วยสมานแผล  

วิตามินอี 
          วิตามินอีเป็นคำเรียกสารประกอบกลุ่มหนึ่งชื่อ โทโคฟีรอล (Tocopherol) ซึ่งมี 4 รูปแบบหลักๆ คือ แอลฟา (Alpha) เบตา (Beta) แกมมา (Gamma) และเดลตา (Delta) แต่แอลฟาโทโคฟีรอล (Alpha-tocopherol) เป็นชนิดที่พบมากที่สุด และออกฤทธิ์มากที่สุด วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมไว้ได้นาน 

บทบาทของวิตามินอีต่อผิว  
-ปกป้องเยื่อบุเซลล์  
 
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเปลี่ยนอนุภาคออกซิเจนที่ไม่เสถียรให้เป็นกลาง จึงไม่ทำลายเซลล์ของร่างกาย 
-เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด 

 

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

เจียวกู่หลาน สมุนไพรสารพัดประโยชน์



เจียวกู่หลาน มีอีกชื่อว่า “ปัญจขันธ์” ได้รับคัดเลือกเป็นสมุนไพรแห่งปี 2548 ร่วมกับฟ้าทะลายโจร จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

เจียวกู่หลาน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gynostemma pentaphyllum จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดเถา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออก และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

ในประเทศจีนใช้แก้ไอ รักษาอาการอักเสบ ขับเสมหะ รักษาอาการหลอดลมเรื้อรัง และตับอักเสบจากการติดเชื้อ
ในการแพทย์พื้นบ้านของญี่ปุ่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้อักเสบ และบำรุงกำลัง สมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีน และญี่ปุ่น ทั้งเป็นยาและเป็นอาหารเสริมสุขภาพ

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู่หลาน หรือปัญจขันธ์ หลาย ๆ ด้าน ซึ่งสรุปมาพอสังเขปได้ดังนี้
  • การวิจัยในสัตว์ทดลอง
  • ลดไขมันในเลือดในหนูขาว
  • ลดน้ำตาลในเลือด ในหนูขาว
  • ลดการเกิดเส้นเลือดหัวใจหดตัว ในหนูถีบจักร
  • ลดการขาดเลือดเลี้ยงสมองในกระต่าย
  • ปกป้องตับจากสารพิษ acetaminophen ในหนูขาว
  • ลดการอักเสบ ในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าอักเสบ
  • ฤทธิ์ขยายหลอดลม ในหนูตะเภา

ยับยั้ง และทำลายมะเร็งหลายชนิด 
ได้แก่ 
  • มะเร็งกระพุ้งแก้ม หนูแฮมสเตอร์
  • มะเร็งตับ ของหนูถีบจักร
  • มะเร็งหลอดอาหารของหนูขาว
  • มะเร็งช่องท้องของหนูถีบจักร
  • เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ในหนูที่เป็นมะเร็ง

การวิจัยในคน
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง
มีงานวิจัย ฤทธิต้านมะเร็ง ของ เจียวกู่หลาน กับ เซลล์มะเร็งของมนุษย์ ที่ได้รับการเพาะเลี้ยงไว้ มากมายหลายชนิด ดังนี้
• มะเร็งตับ สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลาน สามารถยับยั้งการแบ่งตัว และทำลาย เซลล์มะเร็งตับ Hep3B HA22T และ Huh-7 cell lines ของคนได้จริง ด้วยกลไกที่ชัดเจน
• มะเร็งปอด สาร Gypenosides สามารถทำลายเซลล์มะเร็งปอด human lung cancer A-549 ของคนได้จริง ด้วยกลไก รบกวนการทำงานของ โปรตีน caspases-3 and -9
• มะเร็งลำไส้ใหญ่ สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลาน สามารถทำลาย เซลล์มะเร็งลำไส้ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ human colon cancer colo 205 cells ด้วยการรบกวนโปรตีน และเหนี่ยวนำให้เกิดการทำลายของเซลล์ (apoptosis) ได้จริง
• มะเร็งลิ้น สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลาน สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง ลิ้น human oral cancer SAS cells ของคนได้จริงด้วยกลไกของการยับยั้งการแสดงของ DNA repair genes และยังสามารถ ยับยั้งการลุกลามแพร่กระจาย ของมะเร็งลิ้นอีกชนิดคือ human tongue cancer SCC4 ของคนได้จริง ด้วยการยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็ง (apoptosis) ด้วยการรบกวนการทำงานของโปรตีน
• อาจจะช่วยทำลายมะเร็งปากมดลูก สารสำคัญ Gypenosides ในเจียวกู่หลาน อาจจะช่วยทำลาย มะเร็งปากมดลูก โดยการลดกลไกการควบคุมยีนของมะเร็ง

ฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย
มีงานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็ง 19 คน โดยให้รับประทานส่วนสกัดซาโปนินจากเจียวกู่หลานในขนาด gypenoside 240 มิลลิกรัม ต่อวัน เป็นเวลา นาน 1 เดือน โดยเลือกในช่วงเวลา ที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พบว่า ผู้ป่วย 10 คนดีขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ป่วย 7 คนอาการดีขึ้น ในภาพรวมของการทดลองได้ผลดี 89.5% และการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วย 17 คน แต่อีก 2 คนจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลง ระดับอิมมูโนกลอบูลินในเลือดอยู่ในระดับปกติ และระดับ IgC ในเลือดลดลง และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
มีงานวิจัย ในผู้ป่วยเบาหวาน Type 2 (ซึ่งเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่พบบ่อยที่สุด) โดยดื่ม ชาเจียวกู่หลาน พบว่า การบริโภค ชาในปริมาณ 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เล็กน้อย แต่ก็มีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยไม่มีอาการน้ำตาลต่ำหรือผลข้างเคียงอื่นใด

มีประโยชน์ในผู้ที่มีไขมันเกาะตับ
งานวิจัย การให้สารสกัดเจียวกู่หลาน ในปริมาณ 80 ซีซี ต่อวัน ในผู้ป่วย ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีภาวะไขมันเกาะตับ โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มควบคุมคือไม่ได้รับ สารสกัดเจียวกู่หลาน และกลุ่มที่ได้สารสกัดเป็นเวลาสี่เดือน กลุ่มที่ได้รับ สารสกัดเจียวกู่หลาน มีค่าระดับของ ความอ้วน (BMI) เอนไซม์ตับ (SGOT, SGPT) และ อินซูลิน ลดลงไปในแนวทางที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด ทั้งสองกลุ่ม มีค่าไขมัน เกาะตับลดลง ถือได้ว่ามีประโยชน์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้

การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี
ข้อมูลการวิจัยของวิจัยชาวจีนและ ญี่ปุ่นพบว่า เจียวกู่หลาน มีสารสำคัญอยู่หลายชนิดที่พบมาก เรียกกันทั่วไปว่า Gypenosides เป็นสารจำพวก Saponin ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 80 ชนิด Gypenosides อีก 11 ชนิด ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Ginsenosides ที่พบในโสม ซาโปนิน ที่พบใน เจียวกู่หลาน มีจำนวน 82 ชนิด แต่ซาโปนินที่พบในโสมมีเพียง 28 ชนิด ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่เหมือนกัน ได้แก่ Gypenosides Rb1 , Ginsenosides Rb3, Ginsenoside Rd และ Ginsenoside F3 จะเห็นได้ว่า เจียวกู่หลาน กับโสม มีสาระสำคัญทีคล้ายกัน อยู่หลายตัว

การศึกษาความเป็นพิษ
สารสกัดน้ำของเจียวกู่หลาน เมื่อนำมาทดสอบความเป็นพิษเรื้อรังในหนูขาว โดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม และให้กินสารสกัดของเจียวกู่หลานในขนาด 6, 30, 150 และ 750 มก./กก./วัน นาน 6 เดือน และกลุ่มควบคุมได้รับสารสกัดขนาด 10 มล./กก. พบว่าในทุกกลุ่มการทดลองไม่พบพิษหรือผลข้างเคียงใด ๆ เมื่อได้รับสารสกัดเจียวกู่หลาน (ค่าชีวเคมีในเลือดปกติลักษณะทางพยาธิสภาพอวัยวะภายในปกติ)

นอกจากนี้จากการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเจียวกู่หลานที่ศึกษาในอาสาสมัคร 30 ราย โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 1 แคปซูล ประกอบด้วยสาร gypenoside 40 มก./แคปซูล หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ติดต่อกันนาน 2 เดือน กลุ่มที่ 2 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 2 แคปซูล หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) นาน 2 เดือน พบว่าจากการศึกษาไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ในอาสาสมัคร

ข้อห้ามของ เจียวกู่หลาน
 
ไม่ควรรับประทาน ในเด็ก และสตรีมีครรภ์
ไม่ควรรับประทานในผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด 



สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายเสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

ทับทิม ผลไม้มากประโยชน์



ทับทิมเป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)  ทับทิมเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่าง ๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย  และทำเป็นผลิตภัณฑ์ ไปทั่วโลก ในทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีมากทั้งใน เปลือก เมล็ด และน้ำทับทิม ได้แก่ polyphenols, anthocyanins,  anthrocyanidins, ellagic acid derivatives, และ hydrolyzable tannins

คุณประโยชน์ของ ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณเปอร์เซีย ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์มากมาย

คุณประโยชน์ ทับทิม จากการวิจัยทางการแพทย์
1. ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
2. สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัวซึ่งจะให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ทั้งในคนและในหนูทดลอง
3. ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้วซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว  มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วยในหนูทดลอง
4. บำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ
5. ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5%  ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์  
6. บำรุงตับ ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ได้ (Hepatoprotectiv effect)  
7. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ (Human breast cell)
 
8. สารสกัดจากทับทิม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ทั้งการแบ่งตัวและการแพร่กระจาย และมีงานวิจัยที่แนะนำให้กินหวังผลในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

น้ำมันอีพนิ่ง พริมโรส



อีฟนิ่ง พริมโรสออยล์ (Evening Primrose Oil) หรือ E.P.O. เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดของต้น Oenothera-Bennis ในแถบยุโรป ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid หรือ EFA) 2 ชนิดคือ
1.  กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid)
2.  กรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma Linolnic Acid หรือ GLA) 

กรดทั้ง 2 ชนิดนี้มีความจำเป็นต่อระบบต่างๆ ของร่างกายภายใน ในการที่จะทำให้ระบบเหล่านี้ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ กรดไขมันที่จำเป็นนี้ร่างกายสร้างเองไม่ได้จำเป้นต้องได้รับการรับประทาน อาหาร อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ เป็นอาหารเสริมแหล่งหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันจำเป็นทั้ง 2 ชนิดนี้ อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในกรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิก (GLA)

คุณประโยชน์ของอีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์
1.  ลดอาการปวดท้อง หรือปวดหน้าอก ในระยะก่อนมีประจำเดือน
2.  บรรเทาอาการอักเสบ ปวดข้อรูมาตอยด์
3.  บรรเทาอาการผิวหนังแห้งและอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ Ezema
4.  ชะลออาการเส้นประสาทเสื่อม และเส้นประสาทอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน
 
ดังนั้น ถ้าเรารับประทานอีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ จะทำให้ร่างกายได้รับ GLA เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงมีผลทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี นุ่มเนียน สดใส ไม่แห้งแตก หยาบกร้าน อีกทั้งช่วยลดริ้วรอยอันไม่พึงปราถนา นอกจากนี้ยังมีรายงานจำนวนมากที่แสดงว่าน้ำมันอีฟนิ่ง พริมโรส สามารถนำมาใช้รักษาโรคต่าง ๆ ได้ดังนี้
1.  โรคผิวหนังเอคซีม่า (Eczema) พบว่าอาการคันลดลงและผิวหนังดีขึ้น
2.  อาการปวดเต้านม (Mastalgia) ทำให้อาการปวดเต้านมหายไป หรือดีขึ้น
3.  อาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) นอกจากอาการเจ็บเต้านมจะดีขึ้นแล้ว ยังพบว่าสามารถลดปริมาณน้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายได้ และทำให้ความรู้สึกทางจิตดีขึ้น
4.  อาการปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatiod Arthritis) สามารถทำให้อาการเจ็บปวดลดลง และช่วยลดปริมาณยาแก้อักเสบ (Non Steroidal Antinflammatory Drug-Nsaid) ที่จะต้องใช้
5.  อาการจากการขาดกรดไขมันที่จำเป็น เนื่องจากน้ำมันอีฟนิ่ง พริมโรส มีกรดไขมันที่จำเป็นคือ ไลโนเลอิก หรือกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-6 ซึ่งทำให้อาการทางผิวหนังดีขึ้น
 
 
อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์
  สร้างผิวสวยของคุณให้เนียนนุ่ม สดใส กรดไขมันแกรมมา-ไลโนเลนิก (GLA) ในอีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ นี้เป็นอาหารที่จำเป็นต่อผิวของคนเราอย่างยิ่ง ทั้งนี้ GLA เป็นองค์ประกอบที่สำคัญชนิดหนึ่งของเยื่อบุเซลล์ ทำหน้าในการป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิวหนังทำให้ผิวหนัง ชุ่มชื่นอยู่เสมอ นอกจากนี้ GLA ยังเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญในการสร้างโพสต้าแกลน-ดิน อี1 (prostaglandin E1 หรือ PGE1) ซึ่งเป็นสารสำคัญในร่างกายที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน โดยมีผลต่อร่างกายหลายประการ เช่น ป้องกันการเกิดอาการอักเสบ, บรรเทาอาการข้ออักเสบ ผลของ PGE1 ต่อผิวหนังนั้นก็คือ มีผลทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น และช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรง มีความยืดหยุ่นสูง 



สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

โคลีน และวิตามินบี สารอาหารที่จำเป็นและช่วยในการทำงานของระบบประสาทของร่างกาย



โคลีน และวิตามินบี สารอาหารที่จำเป็นและช่วยในการทำงานของระบบประสาทของร่างกาย 
สรุปคุณสมบัติของโคลีน
1. เป็นสารอาหารที่จำเป็น และช่วยในการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำ และการทำงานของกล้ามเนื้อ
2. ช่วยในการขนส่งไขมันและโคเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือดหัวใจ 
3. ช่วยในการทำงานของตับให้เป็นปกติ  การขาดโคลีนในสัตว์ทดลอง ทำให้มีไขมันสะสมในตับ และนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับสรุปคุณสมบัติของ วิตามิน บี คอมเพล็กซ์
1. ช่วยในการทำงานของระบบประสาททั้งหมดในร่างกาย
2. ช่วยรักษาโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินบี เช่น เหน็บชา เส้นประสาทอักเสบ ตากระตุก ปากนกกระจอก  ผิวหนังหยาบ ผิวหนังอักเสบ ลิ้นอักเสบ และโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 

โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญตัวหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผนังเซลล์
(Structuralintegrity of cell membranes) เมตาบอลิสมของเมธิล (Methyl metabolism ) การส่งผ่านของกระแสประสาท (Cholinergicneurotransmission) การส่งสัญญาณผ่านผนังเซลล์ (Transmembrane signaling) และเมตาบอลิสม กับ การขนส่งของไขมันและโคเลสเตอรอล
 
โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่ง Acetylcholine นี้เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง
ดังนั้น โคลีนจึงมีผลต่อขบวนการส่งกระแสประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำและการรับรู้ เรียกได้ว่ามีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะระบบความจำรวมถึงมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s disease) ด้วย

บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่ง ของโคลีนคือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้ (Fat transportation) และลดการสะสมไขมันในตับ (Hepatic steastosis)  การทดลองในหนูพบว่า หากขาดโคลีนก็จะเกิดการสะสมไขมันที่ตับ การศึกษาวิจัยในคน ก็พบว่า ผู้ที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือด และมีการขาดโคลีนก็จะเพิ่มไขมันสะสมในตับเช่นกัน และยังมีระดับเอนไซม์ของตับสูงขึ้น ซึ่งเป็นอาการของภาวะตับอักเสบอีกด้วย  และเมื่อได้รับโคลีนก็จะลดการสะสมไขมัน และลดการอักเสบของตับได้จริง สำหรับสัตว์ทดลอง เช่น หนู สภาวะที่ตับมีไขมันสะสมนี้ ยังร่วมไปกับ เพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งที่ตับได้ ในทางกลับกัน เมื่อหนูทดลองเหล่านี้ได้รับ โคลีนเสริม ก็ลดการเกิดมะเร็งในตับได้เช่นกัน

นอกจากประโยชน์ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โคลีน ยังมีประโยชน์ในด้านช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือดหัวใจด้วย

ปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่ เพศชาย และหญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ มีรายงานการวิจัยถึงผลกระทบของการขาดโคลีนในมนุษย์ว่าจะมีผลทำให้ปริมาณโคลีนลดลงและเกิดความเสียหายต่อตับได้
วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ คืออะไร
วิตามิน บี-คอมเพล็กซ์ หรือ วิตามินบีรวมเป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความ สมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ  ช่วยบำรุงร่างกาย ผิวหนังและระบบประสาท วิตามินบีรวมประกอบด้วย วิตามินบี1 (Thiamine) , วิตามินบี 2 (Riboflavin) , วิตามินบี 3  (Niacin) , วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) , วิตามินบี 6 (Pyridoxin) , วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) นอกจากนี้ยังมี กรดโฟลิค (Folic acid) โคลีน (Choline) อิโนซิทอล (Inositol) และ ไบโอติน (Biotin) อีกด้วย 

วิตามินบีต่าง ๆ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 
วิตามินบี1 (Thiamine) มีความสำคัญต่อเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต หากขาดจะทำให้เกิดโคเหน็บชา และจะแสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทางระบบประสาทจะมีอาการชาตามมือตามเท้า ตากระตุก แขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางสมองพบว่า เนื้อสมองจะถูกทำลาย ผู้ป่วยจะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า กระสับกระส่าย ทางระบบหัวใจและหลอดเลือดพบว่า หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หัวใจมีขนาดโตขึ้นและมีความผิดปกติของการบันทึกคลื่นหัวใจ

วิตามินบี2 (Riboflavin) มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์เมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เป็น co-enzyme ในการเปลี่ยนวิตามินบี 6 และกรดโฟลิค ให้อยู่ในรูป active ทั้งยังทำหน้าที่รักษาสภาพของเยื่อบุผิวและ mucosa ให้เป็นปกติ หากขาด จะมีอาการแสดงทางตา ริมฝีปากและผิวหนัง เริ่มแรกนั้นริมฝีปากจะอักเสบ แห้งและแตก มุมปากจะซีด แตก เรียกลักษณะดังกล่าวว่าปากนกกระจอก (Angular stomatitis) และเมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการทางผิวหนัง ใบหน้ามีสะเก็ดมัน ๆ ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา ตาสู้แสงไม่ได้ คันตาและแสบลูกตา

วิตามินบี 3 (Niacin) มีบทบาทในกระบวนการ Glycolysis, Krebs cycle และการสังเคราะห์กรดไขมัน หากขาด จะมีผลต่อระบบประสาท โดยมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ไขสันหลัง และสมอง เช่น ปลายประสาทอักเสบ ซึ่งอาจมีอาการคลุ้มคลั่ง ชักและหมดสติก่อนตาย รวมถึงยังมีผลต่อระบบผิวหนัง ทำให้มีลักษณะผิวหนังหยาบ เป็นจ้ำสีม่วงหรือเข้ม นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่มีร่องแตกที่บริเวณริมฝีปาก เยื่อบุลิ้นจะฝ่อ ลีบ มีอาการอักเสบของลำไส้เล็กและมีเลือดออก ท้องเดิน

วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) มีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายหลายอย่าง เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต การสร้างกลูโคส การสังเคราะห์กรดไขมัน และเสตียรอยด์ฮอร์โมน หากขาด อาจจะมีอาการปวดท้อง อาเจียนและเป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนตัวลง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ

วิตามินบี 6 (Pyridoxine) เป็น co-enzyme ที่จำเป็นต่อการผลิตสารสื่อประสาทหลายชนิด มีความสำคัญต่อปฏิกิริยาทั้งหมดในเมตาบอลิสมของกรดอะมิโน มีบทบาทในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง หากขาด จะพบอาการโลหิตจาง อ่อนเพลีย เป็นแผลที่มุมปาก ริมฝีปากอักเสบ ชาปลายมือปลายเท้า ผิวหนังเป็นจ้ำ ๆ สีม่วง และมีอาการทางประสาท เช่น มีความคิดสับสน ซึมเศร้า และอาจจะเกิดอาการชักได้

วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) มีบทบาทในเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน รวมถึงมีบทบาทในการเจริญ การแบ่งตัวของเซลล์ และการสังเคราะห์สารที่หุ้มเส้นประสาท (myelin) ด้วย หากขาด จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารเนื่องจากมีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ผิว โดยเฉพาะเยื่อบุทางเดินอาหาร เช่น  ทำให้ลิ้นอักเสบ และมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุตลอดทางเดินอาหาร และเนื่องจากมีความสำคัญต่อการสร้างสารที่หุ้มเส้นประสาท ( myelin ) ดังนั้น ผู้ที่ขาดจะทำให้มีอาการทางประสาท เช่น ชาตามมือและเท้า เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการสับสน ประสาทหลอนได้ รวมถึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตอย่างปกติของเม็ดเลือดแดง หากร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ จะทำให้โลหิตจาง


สาระน่ารู้กับกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

เรื่องน่ารู้ของคอลลาเจน



คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มีส่วนสำคัญทำให้มีผิวพรรณที่มีสุขภาพดี เป็นตัวช่วยสร้างความตึงกระชับให้กับผิว  ผิวหนังจะมีการเสื่อมสภาพได้ ด้วยสาเหตุหลักๆ 2 ประการคือ  การเสื่อมตามวัย และ เสื่อมเนื่องจากผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม ทำให้มีผลกระทบต่อผิวพรรณ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหมองคล้ำ ไม่เต่งตึง  ที่สำคัญคือ กลไกของความเสื่อมที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นจากทั้งสองสาเหตุนี้ เกิดจาก เส้นใยคอลลาเจน (Collagen fibers)  ที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ มีการเสื่อมลง  

ผิวหนังของคนเรา ปกติแล้วแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ
1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็น ผิวชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลผิวหนัง (Keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลที่มีหน้าที่สร้างสารเคอราติน (Keratin)  ปกคลุมผิวหน้าของผิวหนังเป็นชั้นขี้ไคล ชั้นหนังกำพร้านี้ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นผิว ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
2.  ชั้นหนังแท้ (Dermis)  เป็นผิวชั้นใน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเส้นใยประสานกันไปมาคือ โปรตีนเส้นใยของคอลลาเจน (Collagen fibers) โปรตีนเส้นใยอีลาสติก (Elastic fibers)  และโปรตีนเส้นใยร่างแห (Recticulum fibers) นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาทต่างๆ ที่รับความรู้สึกอยู่ด้วย 
3. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis) ทำหน้าที่รองรับผิวหนังให้คงรูปร่าง  ช่วยลดการกระทบกระแทก และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายยามขาดแคลนพลังงาน

คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ คอลลา (Kolla) ซึ่งแปลว่ากาว คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้  ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียนและ ทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ อีลาสติน (Elastin) ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว  อีลาสตินก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว
ในวัย เด็ก คอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย  อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทานคอลลาเจน หรือ วิธีการฉีดคอลลาเจนเข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด 

สารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและสุขภาพผิวที่ดี

วิตามินซี
• วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในการเปลี่ยน กรดอะมิโน (Amino Acid) ชื่อ Proline เป็น Hydroxy Proline และ Lysine เป็น Hydroxylysine โดยทั้ง Hydroxyproline และ Hydroxylysine มีความสำคัญในการสร้างคอลลาเจน
• เป็นตัวสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนจากกรดอะมิโนให้กับผิว
• การขาดวิตามินซีอาจส่งผล ทำให้ยับยั้งการสังเคราะห์คอลลาเจน

ไลโคปีน (Lycopene)
• เป็นสารแคโรทีนอยด์สีแดง พบได้ในมะเขือเทศและผลไม้ที่มีสีแดง ไลโคปีน เป็นสารแคโรทีนอยด์ที่พบว่ามีปริมาณมากที่สุดในร่างกายมนุษย์  โดยมักพบอยู่ในผนังเซล์และมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ สูงกว่าสารแคโรทีนอยด์อื่นๆ ไลโคปีน ช่วยลดความผิดปกติและความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูล อิสระจึงสามารถป้องเซลล์ในอวัยะต่าง ๆ ที่มีสารไลโคปีนอยู่
• สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วยกลไกการยับยั้งอนุมูลอิสระที่จะไปทำลาย LDL Cholesterol เพราะการที่ LDL Cholesterol ถูก Oxidized ด้วยอนุมูลอิสระ จะทำให้ดึงเม็ดเลือดขาวมาทำลายผนังหลอดเลือดทำให้เกิดการอักเสบและผนังหลอด เลือดหนาตัวขึ้นกลายเป็น Plaque หรือตะกอน เกาะที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลทำให้หลอดเลือดแข็ง ไม่ยืดหยุ่นและตีบ มีงานวิจัยที่ชัดเจนในญี่ปุ่นพบว่า ผู้ที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูงจะลดอัตราตายจากโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ
• ยับยั้ง เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์
• อาจมีบทบาทในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ โดย เริ่มมีงานวิจัยในเรื่องนี้ บ้างแล้ว แต่ยังมีข้อมูลจำกัดอยู่ คือยังมีไม่มากได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก (prostate cancer)   มะเร็งรังไข่ (ovarian cancer) มะเร็งกระเพาะอาหาร (gastric cancer) และมะเร็งตับอ่อน (pancreatic cancers)

ไลซีน (Lysine)
• เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acid) หมายความว่าร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องรับประทานเข้าไปจากอาหารเท่านั้น มีความจำเป็นและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโปรตีนทุกชนิดในร่างกาย
•  ไลซีน (L-Lysine) เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง Hydroxylysine ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นจึงเป็นเหตุเป็นผลกันว่าการรับประทานไลซีนจะช่วยเสริมสร้าง Collagen โดยไลซีนจะถูกเปลี่ยนเป็น Hydroxylysine ได้นั้น จำเป็นต้องมีวิตามินซีอยู่ด้วย
• ไลซีน นิยมทำเป็นอาหารสุขภาพ ทั้งแยกเดี่ยวต่างหาก และใส่ร่วมในอาหารสุขภาพชนิดอื่น ๆ 

ทองแดง (Copper) 
• มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน และยังทำงานร่วมกับวิตามินซีในการสร้าง อีลาสติน ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น นุ่มนวลและแข็งแรง 



สาระน่ารู้จากกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

สยบริ้วรอย ด้วยการเลือกเครื่องสำอางอย่างผู้เชี่ยวชาญ

 ความกังวลใจของผู้หญิงส่วนใหญ่ คงหนี่ไม่พ้นเรื่องริ้วรอยเล็กๆ ที่เริ่มปรากฎบนใบหน้า เมื่อมีช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้น และหลายท่านอาจสังเกต เห็นริ้วรอยเหล่านั้นชัดเจนมากขึ้นทุกครั้งหลังแต่งหน้า

ริ้วรอยเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น มักมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การบำรุงที่ไม่เพียงพอกับสภาพผิว มักมีเรื่องของความแห้งกร้าน และริ้วรอยปรากฎขึ้นได้ ปัจจัยสำคัญอีกอย่าง คือ การแสดงอารมณ์ หรือพฤติกรรมประจำวันซ้ำๆ บ่อยๆ เช่น การยิ้ม หัวเราะ หรือขยี้ตาแรงๆ ก็ส่งผลให้ริ้วรอยปรากฎชัดขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา และร่องแก้ม ซึ่งเมื่อเกิดริ้วรอยขึ้นแล้วมักจะเป็นอุปสรรคทุกครั้ง เมื่อต้องแต่งหน้าด้วยรองพื้น โดยเฉพาะท่านที่ใช้รองพื้นที่มีเนื้อหนาเกินไป ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นริ้วรอยดังกล่าวเด่นชัดขึ้น

ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยแยกเป็น 2 วิธีการดูแล และแก้ไข

1. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อต่อต้าน และลดเลือนริ้วรอย
  • ขจัดริ้วรอย และรอยดำคล้ำรอบดวงตา ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของ Radiance CR ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื่นผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตาได้แล้ว ยังลดเลือนรอยดำคล้ำให้ค่อยๆ จางลงได้ดี เพียงวอร์มเนื้อครีมที่ปลายนิ้ว จากนั้นลูบไล้เบาๆ รอบดวงตาเป็นประจำทุกเช้าก่อนแต่งหน้า และทุกคืนก่อนนอน
  • ขจัดริ้วรอยลึกบริเวณร่องแก้ม ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Argireline โดยทาทั่วใบหน้า หรือเฉพาะบริเวณริ้วรอยลึกของร่องแก้ม ทั้งช่วงเช้าก่อนแต่งหน้า และก่อนนอน ด้วยคุณสมบัติขิง Argireline ที่ทำหน้าที่คลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยผ่อนคลายให้ริ้วรอยลึกบริเวณร่องแก้มดูตื้นขึ้นได้ 
2. แต่งหน้าด้วยรองพื้นเนื้อบางเบา
ใช้รองพื้นชนิดน้ำ หรือ Liquid Foundation เมื่อแต่งหน้า เนื่องจากรองพื้นชนิดน้ำมีเนื้อเนียนบาง มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่เน้นปกปิดเหมือนรองพื้นชนิดอื่นๆ สำหรับบริเวณที่มีริ้วรอยอยู่แล้ว เช่น รอบดวงตา หรือบริเวณร่องแก้มควรใช้รองพื้นในปริมาณเพียงเล็กน้อย และบางเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายท่านมักเข้าใจผิด คิดว่ารองพื้นช่วยปกปิดเส้นริ้วรอยให้หายไปได้ ซึ่งความจริงแล้ว รองพื้นช่วยปกปิดรอยแดง หรือรอยดำจากสิวฝ้าให้จางลง ช่วยปรับสีผิวหน้าให้ดูกระจ่างใส ซึ่งหากยิ่งย้ำรองพื้นให้หนาขึ้นในบริเวณที่มีริ้วรอยอยู่แล้ว จะยิ่งเน้นให้ริ้วรอยเหล่านั้นเด่นชัดขึ้น

หากใช้เครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว และรู้จักวิธีใช้อย่างเหมาะสม ปัญหาก็จะค่อยๆ ลดลง


สาระน่ารู้จากกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีความมั่นคงในระยะยาว

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก

หนูอยากสูง...แคลเซียมช่วยได้จริงหรือ?


แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในร่างกาย โดยร้อยละ 99 จะเก็บสะสมอยู่ในกระดูก และฟัน แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับโครงกระดูก และคนเราจะสูงได้ต้องเกิดจากความสมบูรณ์แข็งแรงของกระดูกที่ขยายตัวเจริญเติบโต ทั้งความหนาแน่นของเนื้อกระดูก ความกว้างและความยาว ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญในการใช้สร้างกระดูก

        แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมากที่เด็กวัยเจริญเติบโต ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสารอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ อีกทั้งขาดการออกกำลังกาย จึงเป็นการเสียโอกาสอย่างมากที่จะมีร่างกายที่สูงใหญ่ได้เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นอย่ารอให้สายเกินไป เพราะเมื่อปลายกระดูกปิดตัวแล้ว ไม่ว่าจะพยายามบำรุงดูแลอย่างไร ก็ไม่มีโอกาสที่จะกลับมาสูงได้อีก

แคลเซียมคืออะไร
        แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันในเด็กและวัยรุ่น อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน แคลเซียมจำเป็นสำหรับร่างกายในการทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นตัวนำกระแสประสาทควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ดังนั้นจึงเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายมาก
ควรเริ่มรับประทานแคลเซียมเมื่อไหร่
      เป็นที่ทราบกันดีว่าแคลเซียมมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นอาการที่มักจะเกิดเมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยทองแล้ว ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าควรรับประทานแคลเซียมเสริมเมื่ออายุมากแล้วเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วถ้าเราต้องการให้กระดูกแข็งแรงและร่างกายยืดตัวเต็มที่ ต้องมั่นใจว่าร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ด้วย

        คุณทราบหรือไม่ว่าเนื้อกระดูกของคนปกติจะมีการสร้างและทำลายอยู่ตลอดช่วงชีวิต การสร้างกระดูกจะมากกว่าการทำลายในช่วงต้นของชีวิต คือวัยเด็กถึงวัยรุ่นนั่นเอง  ซึ่งส่งผลให้มีการเจริญเติบโต ยืดตัวและเพิ่มความสูงได้ ถ้าขาดแคลเซียมในวัยนี้อาจทำให้ตัวเล็ก แคระแกร็นได้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อัตราการสร้างเท่ากับการสลาย ความสูงของร่างกายก็จะคงที่ ในที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การสลายจะมากกว่าการสร้าง

เท่าไร…จึงจะเพียงพอ
        วัยรุ่นทั้งหญิงและชายต่างก็ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มก.ต่อวัน จากการวิจัย  ดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พบว่าคนไทยโดยเฉลี่ย  (mean) ได้รับแคลเซียมจากอาหาร 400 มก.ต่อวัน แต่ค่าที่คนไทยส่วนใหญ่ (mode) ได้รับแคลเซียมจากอาหารมีประมาณ 200 กว่ามก. ต่อวันเท่านั้น แล้วคุณจะสามารถชดเชยส่วนที่ขาดได้อย่างไร

        เป็นที่ยอมรับกันว่านมเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง นม 1 แก้ว หรือ 1 กล่อง ให้แคลเซียมประมาณ  250  มก. ถ้าคุณดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3  แก้ว ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าได้รับแคลเซียมเพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบดื่มนม กลัวอ้วนเนื่องจากไขมันที่มากับนม ดื่มนมแล้วท้องเสีย ไม่มีเอนไซม์ (enzyme) ย่อยนมหรือดื่มนมได้น้อย ก็ใช่ว่าคุณจะหมดโอกาสสูงซะทีเดียว (เนื่องจากขาดแคลเซียม) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสูง


        ความสูงไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่  กรรมพันธุ์ อาหารที่รับประทาน การออกกำลังกาย และปริมาณแคลเซียมที่ได้รับ กรรมพันธุ์เป็นเพียงปัจจัยเดียว  ที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ปัจจัยที่เหลือล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้  ถ้าจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่คุณขาดอยู่  คือทำอย่างไรให้ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เรามีทางเลือกให้คุณ


สาระน่ารู้จากกิฟฟารีน

กิฟฟารีน มีรายได้เสริมในระยะสั้น มีตวามมั่นคงในระยะยาว